วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

(500) Days of Summer

เมื่อคืนตอนดึกมีโอกาสได้นั่งดูเรื่องนี้จนจบ(ในที่สุด)

ส่วนที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ของผมคงเป็นการเดินเรื่องที่เปรียบเทียบช่วงเวลาที่หวานชื่นกับขมขื่นไปพร้อมๆกันได้อย่างลงตัวผสานกับเพลงประกอบเพราะๆ ทั้งเรื่องทำให้ดูได้เพลินๆ มีแทรกอารมณ์ขันเข้ามาเป็นระยะๆ เรื่องนี้ไม่เชิงว่าเป็น romantic comedy แต่ก็ทำให้มีรอยยิ้มแต้มอยู่ที่มุมปากได้เกือบทั้งเรื่อง การกำกับศิลป์ของเรื่องก็เจ๋ง มุมกล้อง, องค์ประกอบการตัดต่อมีหลากหลายแบบมากเหมือนพี่ผู้กำกับกำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่แต่ก็ทำออกมาได้เข้าท่ามิเสียแรงที่เคยทำสารคดีของนักร้องวงดนตรีดังๆ มาก่อน

นักแสดงก็เลือกมาเล่นได้สมบทบาทดีครับขอเริ่มจากน้อง zooey ก่อนก็แล้วกัน จะว่าไปน้องเค้าก็เล่นหนังมาเยอะพอสมควรหลายๆ เรื่องก็เป็นหนังในดวงใจของผมแต่ส่วนมากเธอมักจะถูกฉากหลังดูดทำให้จมหายไปในจอเลยไม่โดดเด่นออกมาเท่าที่ควรแต่ไม่ใช่กับ (500)days of Summer เรื่องนี้่ zooey น่ารักมากๆ ครับโดยเฉพาะรอยยิ้มของน้องเค้า(zooey เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ยิ้มยาก หลายๆ เรื่องที่เธอเล่นนี่แทบจะไม่มีบทยิ้มเลยก็ว่าได้) เครื่องแต่งกายภายในเรื่องก็เข้ากับบุคลิกและรูปร่างของเธอเป็นอย่างดี โดยเฉพาะฉากหลังๆ ในวันที่เกือบๆ 500 ของเรื่องเธอเล่นออกมาทางดวงตาได้ยอดเยี่ยม(ตาของเธอมักจะเศร้าอยู่ตลอดไม่ว่าจะเล่นหนังเรื่องใดก็ตาม)

Joseph Gordon-Levitt พระเอกของเรื่องนี่ก็คงจะไม่อาจจะบรรยายอะไรได้มากนักเพราะเท่าที่ได้ติดตามผลงานของเค้ามาผมว่าเค้าเหมาะกับฉายา"ดาราร้อยบทแต่หน้าตามีอารมณ์เดียว"เหมือนกับคีอานูรีฟแถมหน้าคล้ายๆ กันด้วย ตอนที่แสดงใน inception นี่ดูเผินๆ เหมือนเอาคีอานูมาเล่น ส่วนหนึ่งผมว่าอาจจะติดมาจากสมัยที่เค้าเล่นซีรี่ย์ดัง 3rd Rock from the Sun เมื่อยังเด็กอยู่ซึ่งบทของเรื่องไม่เปิดโอกาสให้แสดงออกทางสีหน้ามากนัก แต่มาเรื่องนี้บทได้เปิดโอกาสให้เค้าแสดงอารมณ์ทางสีหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกนิดนึงซึ่งพอเพมาะพอดีกับบทของคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองใครลากไปไหนก็ไหลไปทางนั้น

ตัวประกอบทุกท่านก็รับส่งบทได้ลื่นดีแม้บางคนจะออกมาไม่กี่ฉากแต่บทก็กระจายให้เด่นได้ถ้วนหน้าไม่มีตกหล่น ที่โดดเด่นพอเข้าตากรรมการมั่งก็ Chloe Moretz ที่รับบทเป็น้องพระเอกที่ช่วงหลังมานี้คงอยู่ในช่วงขาขึ้นมีหนังทำเงินที่เธอแสดงอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน อีกไม่กี่วันหนังภาคต่อ Kick-Ass 2 ของเธอก็คงจะเข้าโรง ส่วนเพื่อนพระเอกอีกสองคนก็เล่นได้ลื่นดีถ้าไม่มีสองตัวละครนี้หลายๆ ฉากคงจะฝืดเลยทีเดียว

ใครยังไม่ได้ดูลองหามาดูครับ อาจจะเดินเรื่องไม่เหมือนกับหนังวัยรุ่นหนุ่มสาว Boy meets Girl ทั่วไปแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ให้มุมมองเปรียบเทียบระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงได้ลึกกว่าหนังแนวนี้โดยทั่วไปอยู่บ้างเหมือนกัน ขอปิดท้ายด้วยคำพูดของผู้บรรยายที่นึกจะโผล่ขึ้นมาก็โผล่ออกมาเป็นระยะๆ แต่ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์และสีสันของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างนึงเลยก็ว่าได้ว่า

"Most days of the year are unremarkable. They begin, and they end, with no lasting memories made in between. Most days have no impact on the course of a life..."

"วันที่ผ่านไปของปีส่วนใหญ่ไม่มีอะไรพิเศษ มันเริ่มขึ้นแล้วก็จบ ไม่มีเรื่องอะไรทิ้งไว้ให้จดจำ วันส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบอะไรกับทิศทางชีวิตของเรา.."

แต่วันพิเศษๆ ที่มีผลกระทบกับชีวิตของเราก็มีอยู่เช่นเดียวกัน วันที่จะมีเรื่องราวสำคัญๆ ให้เราได้จดจำไปทั้งชีวิต วันที่จะกำหนดทิศทางชีวิตของเรา ดังนั้นเลือกให้ดีว่าจะให้วันนั้นๆ มีผลกระทบกับตัวเราไปในทางไหนทางบวกหรือว่าในทางตรงกันข้าม "ตัวเราเองนี่แหละที่เป็นคนกำหนด ไม่ใช่โชคชะตาหรือฟ้าลิขิต" ผมเชื่ออย่างนี้นะ





ในเรื่องผมชอบเพลงนี้ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

The Fighter ชีวิตต้องสู้

The Fighter: ชีวิตต้องสู้




กระแสจากออสการ์ในช่วงนี้ยังไม่จางหาย(สำหรับผม)เพราะว่าอยากจะตามดูภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลนี้มาแต่ว่าผมเองยังไม่ได้ดู ซึ่งรางวัลแห่งเกียรติยศนี้ในปีหลังๆ มักจะถูกคนวิจารณ์กันว่าให้รางวัลขัดกับสายตาเหลือเกินหรือไม่ก็หนังที่ได้รางวัลดูยากไม่รู้ว่าจะสื่ออะไร

ผลงานทางศิลปะบางทีถ้าจะให้เข้าใจมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกับที่ผู้สร้างได้บรรจงทำขึ้นมาก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ว่าก็ว่าเถอะนะแม้แต่นักวิจารณ์เองก็ไม่ใช่เซียนที่จะหยั่งรู้ฟ้าดินหรือรู้ใจสรรพสัตว์ทุกๆ ชีวิตในโลกนี้ได้ทั้งหมด อย่างมากด้วยประสบการณ์เมื่อดูโทนสีมุมมององค์ประกอบก็บอกได้เพียงแต่ส่วนหนึ่งผมว่าไม่น่าจะเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของภาพในใจผู้ที่ทำผลงานชิ้นนั้นๆ ออกมาไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพวาด ภาพถ่ายหรือว่าภาพยนตร์ แต่ที่แน่ๆ ที่รู้อยู่ก็คือศิลปินหรือว่าอาร์ติสนี่ร้อยทั้งร้อยล้วนแต่เจ้าอารมณ์ทั้งสิ้นเพราะกว่าจะสร้างผลงานออกมาได้แต่ละชิ้นก็วาดวิมานในอากาศกันก่อนแล้วก็เค้นมันออกมาให้เป็นชิ้นงานโดยมีหลักการผสมอยู่ในเบื้องต้นแล้วก็มีอารมณ์เป็นตัวดำเนินงานจนสำเร็จเสร็จออกมาเป็นงานศิลป์ให้เราได้มานั่งดูและชื่นชมกันในที่สุดดังนั้นเรื่องเครียดไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าศิลปินท่านนั้นๆ จะมีวิธีระบายความเครียดเหล่านั้นออกไปได้อย่างไรแค่นั้นเองซึ่งแต่ละท่านก็จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล(ตรงนี้น่าสนใจมากๆ เลยทีเดียวไม่รู้มีใครเคยทำวิจัยไว้บ้างหรือเปล่า)

เพราะถ้าคิดจะเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จคำว่า"ตัวกูของกู"ต้องชัดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้มีทิฏฐิถือเนื้อถือตัวแต่ว่าต้อง"รู้จักตัวเอง"ว่าเราเป็นใครพื้นฐานที่มีเกิดมาได้อย่างไรถนัดในด้านไหนแล้วคิดจะพัฒนาตัวเองต่อไปได้ยังไงอย่างนี้ถึงจะแน่ "ให้รู้ตัวไม่ใช่ให้ถือตัว"คำวิจารณ์ที่ได้รับก็เป็นส่วนประกอบที่ทำให้เราสามารถจะต่อยอดพัฒนาตัวเองไปได้ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟัง ซึ่งถ้าถือตัวเองว่าเราแน่เมื่อไหร่ก็จบชีวิตได้ตรงนั้นเลยเพราะมันจะเดินไปต่อข้างหน้าไม่ได้



ส่วนตัวผมชอบ The King's Speech ที่ได้เขียนเล่าความประทับใจไปเมื่อเดือนก่อนพอมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ได้ดู Black Swan ที่ Natalie Portmanเล่นเป็นตัวเอกแล้วก็ได้รางวัลดารานำหญิงไปครองในที่สุดเมื่อดูจบแล้วก็เห็นความทุ่มเทของเธอในหลายๆ ด้านเพราะส่วนตัวผมชอบเธอมาตั้งแต่เล่นหนังใหญ่เรื่องแรกคือ Leon the Professional คู่กับฌอง เรโนเมื่อตอนอายุสิบสอง(ถ้าจำไม่ผิด)แล้วก็แสดงต่อเนื่องมาสิบแปดปีจนกระทั่งได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ซึ่งตัวเธอเองเป็นนักแสดงที่เลือกภาพยนตร์เล่นหลากหลายแนวมากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูดทั้งหนังทำเงินและหนังเอากล่อง เพราะฉะนั้นด้วยประสบการณ์ที่มีมาเกือบยี่สิบปีรางวัลดารานำหญิงสำหรับปีนี้ก็ให้เธอไปเถอะเพราะเธอเล่นได้ขอใช้คำว่า"ถึง"กับบทนังแสดงบัลเล่ต์ที่แสวงหาคำว่า"สมบูรณ์แบบ"ได้ดีจริงๆ แล้วทำไมตัวละครที่เธอแสดงนั้นมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่นั้นแต่ละคนที่ไปดูผมว่าน่าจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปแน่นอนซึ่ง คหสต. ผมว่าก็ถูกด้วยกันทั้งนั้นแหละเห็นหลายๆ คนมาเถียงกันเอาเป็นเอาตายในเรื่องแบบนี้ไม่เห็นมันจะได้อะไรขึ้นมาผมว่าเปิดใจรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายเอาข้อมูลมาแบ่งกันให้คนอื่นได้รับรู้มุมมองของเราในอีกแง่มุมนึงซึ่งบางทีอีกฝ่ายอาจจะไม่เคยคิดนั้นดีกว่าตั้งเยอะ

วันที่มอบรางวัลออสการ์ผมก็นั่งดูตั้งแต่ต้นจนจบแม้จะไม่ค่อยโอเคกับการยัดเยียดโฆษณาแฝงของทาง Star Movie ที่เกินไปหน่อยจนตัดเอาสัมภาษณ์นักแสดงที่มาร่วมงานไปเยอะพอสมควรในส่วนของการเดินพรมแดงเข้ามาในโกดักเธียร์เตอร์ซึ่งถือว่า red carpet นี้เป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งของการประกาศผลรางวัลออสการ์แต่ก็ไม่ว่ากันเพราะทำสถานีโทรทัศน์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก(แต่ก็แอบงงๆ อยู่นิดหน่อยว่าเราก็จ่ายค่าบริการในการรับชมนะ)

พอมาถึงขั้นตอนพิธีในการประกาศผลรางวัลก็ว่าไปกันตามลำดับที่จัดเรียงไว้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ที่น่าสังเกตก็คือปีนี้มีการเอายกเอาครอบครัวของนักแสดงท่านต่างๆ ส่วนหนึ่งมาเป็นจุดเด่นของงาน รวมไปถึงครอบครัวของพิธีกรคู่ขวัญในงานที่มาปล่อยมุกได้น่ารักน่าชังใช้ได้เลยทีเดียว ซึ่งก็น่าชื่นชมทางผู้จัดนะครับเพราะว่าการที่บุคคลจะประสบความสำเร็จขึ้นมาได้นั้นต้องมีครอบครัวสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมือนเป็นเบาะนุ่งมารองรับเวลาตกต่ำเป็นเหมือนกำแพงคอนกรีตคอนผลักดันไปข้างหน้าเวลาท้อถอย ดังนั้นการที่จะยกเรื่องของครอบครัวทั้งพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าลุงน้าขึ้นมาเป็นสิ่งที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง มาถึงตรงนี้ผมนึกถึงคำขอบคุณของนาตาลี พอร์ตแมนตอนขึ้นมารับรางวัลที่ว่า

"I want to thank my parents, who are right there, first and foremost for giving me my life and for giving me the opportunity to work from such an early age and showing me everyday how to be a good human being by example."

โดยเฉพาะท่อนสุดท้ายนี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทุกคนเลยก็ว่าได้ ถ้าใครมี"พ่อแม่ที่ทำตัวที่ดีเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตผมว่าเด็กคนนั้นมีชัยไปเกินกว่าครึ่งชีวิต"แล้ว


มาถึงตรงนี้ก็ขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกันครับเพราะมัวแต่พล่ามยาวมาอาจจะทำให้หลายๆ ท่านที่กรุณาเข้ามาอ่านรำคาญได้ สาเหตที่ต้องร่ายยาวมาถึงตรงนี้ก็เพราะว่าประเด็นของ The Fighter ที่ผมเองเมื่อดูจบแล้วสิ่งแรกที่นึกถึงก็คือคำขอบคุณของนักแสดงท่านต่างๆ ที่ขึ้นมารับรางวัลบนเวทีออสการ์ในวันนั้นที่ทุกท่านจะต้องกล่าวถึง"ครอบครัว" ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แง่คิดมุมมองในตรงนี้ได้ชัดเจนจริงๆ ที่ว่าคนเราจะรุ่งหรือว่าจะร่วงก็มีครอบครัวนั่นแหละเป็นตัวช่วยกระตุ้น บทของเรื่องเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวของนักสู้ชีวิตในเมือง Lowell ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมเมืองหนึ่งแห่งมลรัฐ Massachusetts ทางฝั่งตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมลรัฐนี้คนส่วนมากจะรู้จักแต่เมือง Boston ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดังๆ หลายแห่งเช่น Harvard, M.I.T หรือ Massachusetts Institute of Technology





หนังเปิดเรื่องที่ช่องโทรทัศน์ HBO มาทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของอดีตนักชกดาวรุ่งพุ่งลงจนดับคนหนึ่งที่ชื่อว่า Dickie Eklund ซึ่งเคยเป็นหน้าตาของเมืองเล็กๆ แห่งนี้จนถึงขนาดที่ว่าให้ฉายาพี่ท่านว่า"ความภาคภูมิใจแห่งเมืองโลวล์" The Pride of Lowell ที่ให้ฉายาแบบนั้นเพราะนักมวยโนเนมคนนี้ได้น็อคนักมวยในตำนานท่านหนึ่งที่ชื่ือว่า Sugar Ray Leonard ลงได้แล้วทำให้ตัวเค้าเองก็หลงติดอยู่กับอดีตในตอนโน้นโดยไม่ได้มองดูเลยว่าสภาพของตนเองในตอนนี้เป็นอย่างไร ด้วยบทของ Dick Eklund นี่เองที่ส่งผลให้ Christian Bale อดีตนักแสดงเด็กดาวรุ่งคนหนึ่งของวงการสมัยที่เค้าแสดงในภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมเรื่องหนึ่งของโลก Empire of the Sun ที่กำกับโดยพ่อมดแห่งวงการมายา Steven Spielberg แล้วก็แทบจะหายเข้ากลีบเมฆไปจนกลับขึ้นมายืนบนแท่นอีกครั้งในวงการนี้ในบทของมหาเศรษฐี Bruce Wayne ในภาพยนตร์เรื่อง Batman Begins ซึ่งใน The Fighter นี้ Bale เล่นได้ไม่เหลือมาดผู้ดีจนคนดูเชื่อว่าคนนี้นี่เป็นกุ๊ยสมบูรณ์แบบจริงๆ ตอนที่พิมพ์ความประทับใจใน the King's Speech นั้นผมเองยังไม่ได้ดูเรื่องนี้พอดูจบก็บอกตัวเองว่า "สมควรแล้วที่ Bale ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชาย"แห่งปี



เมื่อพูดถึงรางวัลนักแสดงสมทบชายก็ไม่สมควรที่มองข้ามรางวัลนักแสดงสมทบหญิงซึ่ง The Fighter ก็มีเข้าชิงรางวัลกันสองท่านซึ่งก็คือ Amy Adams และMelissa Leo ซึ่งตัวละครที่ทั้งสองท่านแสดงในเรื่องนี้เล่นกันได้ดิบและธรรมชาติดีมากทั้งคู่แต่ว่าด้วยบทที่ต้องเล่นกับอารมณ์ที่หลากหลายมากกว่าของ Leo ทำให้เธอได้รับรางวัลดาราสมทบหญิงไปในที่สุด และตอนนี้เธอเองก็ได้เป็นตำนานของออสการ์ไปแล้วเนื่องจากตอนที่ขึ้นไปรับรางวัลเธอได้ทิ้ง "F Bomb" ลูกเบ้อเริ่มไว้บนเวทีทำเอาคนดูอึ้งไปตามๆ กัน



ส่วนดารานำชายที่ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าไปชิงรางวัลออสการ์จากเรื่องนี้คือ "Marky Mark" Wahlberg มือแร็บในดวงใจคนหนึ่งของผมซึ่งเป็นน้องชายของDonnie Wahlberg อดียบอยแบนด์วงแรกของโลก N.K.O.T.B ที่ตอนหลังหายไปจากหน้าสื่อไป แม้จะออกมาปรากฎตัวในภาพยนตร์และซีรีย์ดังๆ หลายเรื่องเช่น The Six Sense, Ransom, Saw, Band of Brothers แต่ก็ไม่สามารถทำให้เค้าเข้ามายืนในแนวหน้าได้แบบน้องชาย จะว่าไปชีวิตของ Marky Mark นั้นคล้ายๆ กับชีวิตของบท Mickey Ward ที่เค้าได้รับในเรื่อง The Fighter อยู่เหมือนกัน แม้ว่าบทนี้จะเปิดโอกาสให้เค้าได้แสดงอารมณ์ได้หลากหลายมากกว่าทุกเรื่องที่เคยเล่นมาและตัวเค้าเองก็เล่นได้เป็นธรรมชาติแบบสุดๆ แต่ว่าบทนี้เด่นสู้บทของ Colin Firth จาก The King's Speech ไม่ได้แค่นั้นเอง ถ้าปีนี้ Colin ไม่ได้รับการเสนอชื่อตัวของ Marky Mark คงจะมีโอกาสที่จะได้ครอบครองรางวัลออสการ์ในสาขาดารานำชาย





บทของเรื่องนี้เขียนได้ไหลลื่นและมีความลึกดีมากๆ และด้วยมุมกล้องที่สุดเทพ(เทพจริงๆ ขอบอก ผมชอบมากกว่ามุมกล้องของ The King's Speech เสียอีก) เป็นมุมกล้องธรรมดาๆ ที่เน้นความดิบและสมจริงเป็นหลักเหมาะมากๆ สำหรับการนำเสนอเรื่องจริงๆ ของคนจริงๆ ออกมาให้เราได้ดู โดยเฉพาะมุมกล้องที่ผมขอเรียกว่า"มุมตอดและมุมทิ้ง"ซึ่งผู้กำกับภาพเหมือนจะรู้เลยว่าคนดูกำลังมองดูตรงจุดไหนของภาพพี่เค้าก็เลยตอดให้ดูนิดนึงในจังหวะที่ทิ้งกล้องตอนเปลี่ยนมุมซึ่งการที่จะทำได้อย่างนี้นี่ผู้กำกับภาพต้องเข้าใจคนธรรมดาที่เรียกว่ามนุษย์จริงๆ ถึงเล่นมุมกล้องแบบนั้นได้

ผมอยากจะให้ทุกคนที่ยังไม่ได้ดูลองไปหามาดูครับเนื้อหาอาจจะหนักไปซักนิดแต่ว่ารับรองว่าดูจบจะไม่มีอะไรค้างในใจ ส่วนตัวผมว่าได้อารมณ์หนัง feels good แบบของค่าย GTH บ้านเราอยู่เหมือนกันซึ่งจะว่าไม่่น่าจะเป็นไปได้เพราะพี่ท่านเล่นใส่ความดิบมาตลอดเรื่องแต่ David O. Russell ผู้กำกับและทีมงานสามารถทำได้ โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่ Bale และ Mark นั่งคู่กันนี่ทำให้พระเอกกลายเป็นพระรองกันเลยทีเดียว พอตอนรายชื่อทีมงานขึ้นมาจะมีคลิปเล็กๆ ให้เราได้ดูกันซึ่งคลิปนี้แหละที่ผมว่ามีส่วนอย่างมากทำให้ Bale ได้รับรางวัลดาราสมทบชายทั้งๆ ที่เค้าเองไม่ได้อยู่ในคลิปเลย ส่วนในคลิปนั้นจะมีเรื่องราวอะไรให้ได้เราดูกันก็อยากแนะนำให้หามาดูนะครับถ้ายังไม่ได้ดูสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ The Fighter ภาพยนตร์สำหรับคนสู้ชีวิตผ่านบทที่เค้นชีวิตและนักแสดงที่ทุ่มชีวิตแสดง



สำหรับเรื่องนี้สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "ดิบสมจริงแต่ Feels Good"


ขอให้มีความสุขกับการดูหนังและฟังเพลงครับผม

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

127 hours

วันนี้บนดอยเกิดไฟดับทำให้ผมว่างๆ ไม่ได้ทำอะไรมากนักโชคดีที่ที่พักมีเครื่องปั่นไฟในตอนเย็นเลยมีโอกาสได้พักหายใจหายคอนั่งดู 127 Hrs หนังอีกเรื่องที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดารานำชาย แล้วก็อื่นๆ ซึ่งบอกตามตรงว่าเก็บไว้ในกรุมานานแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสได้ดูอีกทีอีกอย่างชื่อหนังไม่ได้ดึงดูดอะไรเลยทั้่งๆ ที่ผู้กำกับ Danny Boyle เป็นหนึ่งในผู้กำกับคนโปรดของผมอีกท่านหนึ่งเลยทีเดียว(ต้องสารภาพว่าหลังๆ ไม่ค่อยมีเวลาได้ไล่ล่าตามหาข้อมูลหนังเหมือนที่เคยทำเป็นประจำด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง)


plot ของเรื่องก็ถือว่าน่าสนใจในระดับนึงที่นักกีฬาหรือจะเรียกว่านักผจญภัยไต่เขาท่านหนึ่งได้ตกลงไปติดอยู่ในซอกผาที่แคบซึ่งในจังหวะที่ตกลงมานั้นมีก้อนหินชอล์คก้อนนึงตกมาทับมือของเค้าพอดิบพอดีซึ่งบทที่เอ่ยถึงหินก้อนนี้ในเรื่องนี่ผมชอบจริงๆ มีแอบกัดเล็กๆ แกมตัดพ้อผ่านบทพูดของพระเอกที่ว่า "This rock... this rock has been waiting for me my entire life. It's entire life, ever since it was a bit of meteorite a million, billion years ago. In space. It's been waiting, to come here. Right, right here. I've been moving towards it my entire life"


หนังเปิดโอกาสให้ทีมงานได้เล่นภาพเล่นเสียงและการตัดต่อซึ่งความเห็นส่วนตัวผมว่ามันเกินงามไปนิดทำให้เสน่ห์และความกดดันรวมไปถึงพลังของเรื่องด้อยลงไปหน่อยจึงทำให้พลาดรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย(แอบลำเอียงหน่อยๆ เพราะพี่ Danny) แต่สีสันที่สดใสมีการถ่ายย้อนตัดแสงแรงๆ ตอนที่เน้นภาพแห่งห้วงความคิดโดยใส่โทนสีร้อนๆ เข้าไปตามสไตล์ของพี่ Boyle ก็ยังมีให้เห็นเป็นเสน่ห์และลายเซ็นต์ของพี่ท่านอยู่เช่นเคยแต่เรื่องนี้ใส่มากเกินงามไปอีกนิดอยู่ดีนั่นแหละไม่เหมือนตอนที่ใช้เทคนิคนี้กับ Slumdog ซึ่งวางจังหวะได้เหมาะเจาะพอดีไม่มากไม่น้อย


เมื่อดูจบก็พยายามคิดว่าโดยบทโอกาสที่จะทำให้หนังเดินไปได้สุดๆ ในทางใดทางนึงทำได้ยากมากซึ่งพี่ Boyle นำเสนอออกมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเจ๋งแล้ว อีกอย่างที่ต้องชมก็คือพระเอกของเรา James Franco เล่นได้ดีจริงๆ ที่ได้เข้าไปชิงดารานำชายในรอบสุดท้ายได้ก็สมควรแม้จะพลาดก็ไม่เป็นไรเพราะอายุยังน้อยยังมีโอกาสได้เล่นหนังดีๆ อีกเยอะการแสดงทางสีหน้าและแววตาเค้าทำได้ดีจริงๆ เพราะภาษาร่างกายที่แสดงออกโดยบทนั้นแทบไม่เปิดโอกาสให้ทำอะไร(ก็มือติดหินอยู่ถ้าพี่ Boyle แกจะให้เต้น B-Boy ก็คงจะทำได้ลำบาก) ส่วนที่ชอบจริงๆ ของเรื่องก็คือบทที่กล่าวถึงช่วงเวลาสุดท้ายตอนคนใกล้ๆ จะตายที่มักจะนึกย้อนกลับไปในอดีตว่าเคยทำอะไรมาบ้างแล้วเรื่องใดที่ยังค้างคาอยู่ในใจก็จะฝังแน่นอยู่ซึ่งฝรั่งก็มีความเชื่อว่าถ้าตายไปในขณะที่ยังมีห่วง(Unfinished Business) จริงๆ แถวบ้านเราก็มีแนวคิดคล้ายๆ กันอยู่เหมือนกันเพียงแต่ไม่ได้แรงเท่ากับทางฝั่งตะวันตกเพราะความเชื่อทางโน้นถ้ายังมีเรื่องค้างคาก็ติดอยู่ล่องลอยในโลกนี้นานเลยจนกว่าจะถึง judgement day

ผมเองเคยได้ยินเรื่องราวตอนรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะตาย(near death experience)จากคนรู้จักมาเหมือนกันเค้าก็เล่าว่าในขณะที่รู้สึกว่าตนเองจะต้องตายแน่ๆ แล้วนั้น(พี่เค้าเกิดอาการที่เรียกว่า heart attack หรือหัวใจวายตามภาษาบ้านเรา)ภาพมันย้อนมาให้เห็นจริงๆ ว่าเคยทำอะไรมาบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพสุดท้ายที่ติดอยู่ในใจเค้าก็เป็นเรื่องที่ได้ทำผิดพลาดเอาไว้หากตายไปก็คงจะตกนรกตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ในตอนนั้นพี่เค้าก็เลยสวดมนต์ขอให้พระรูปที่ตัวเองนับถือมาช่วยขออย่าให้ตายในตอนนี้เลยซึ่งสุดท้ายก็รอดมาได้ ตอนนี้พี่เค้าก็เลยเดินสายทำบุญอยู่ตลอดเพราะคิดว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นก็คงจะมีอยู่อีกดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทเลยไม่รอให้หลวงพ่อหลวงปู่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาช่วยพี่เค้าเลยหาทางช่วยตัวเองโดยการทำบุญเพื่อจะได้ให้บุญช่วยโดยเฉพาะการปล่อยสัตว์ปล่อยปลาให้ชีวิตและช่วยให้การรักษาพยาบาลกับคนป่วยอนาถาตามสถานพยาบาลต่างๆ รวมไปถึงพระภิกษุที่อาพาธในโรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งเรื่องของพี่คนนี้เป็นเรื่องที่ผมนึกถึงเป็นเรื่องแรกเลยตอนที่ดูหนังเรื่องนี้จบ หลายๆ คนที่ได้ดูเรื่องนี้ก็คงจะมีเรื่องราวให้ได้นึกถึงเช่นเดียวกันก็คงจะขึ้นอยู่กับว่าเคยผ่านประสบการณ์หรือได้ยินได้ฟังเรื่องอะไรมาบ้างแต่สุดท้ายก็คงจะไม่หนีเรื่องของความตายเพราะบทในหนังชวนให้นึกถึงแต่เรื่องนี้จริงๆ...

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

จากแกรมมี่ถึงออสก้าร์

สำหรับผมการเขียนคือการเรียบเรียงความคิดทำให้ใจที่วิ่งวนสับสนมาตลอดวันค่อยๆ กลับมาเข้าร่องเข้ารอยตามที่มันควรจะเป็นก่อนที่จะเข้านอนเพราะไม่อย่างนั้นอาจจะนอนไม่หลับทำให้พักผ่อนไม่พอซึ่งจะกระทบต่อการทำงานโดยรวมแล้วก็จะทำให้ระบบของร่างกายและจิตใจเสียได้ในระยะยาวเพราะผมมีความเชื่อว่าก่อนจะนอนถ้าได้หันกลับมามองดูตัวเองว่าวันนี้ได้ทำผิดพลาดอะไรมาบ้างหรือว่ามีข้อคิดอะไรที่แว๊บขึ้นมาระหว่างวันก็น่าจะพิมพ์เก็บไว้ก่อนที่มันจะจางหายไปเหมือนกับความฝันที่ถ้าไม่รีบบันทึกตอนที่พึ่งตื่นขึ้นมาก็จะลืมกันได้ง่ายๆ ดังนั้นการจดบันทึกก่อนนอนหรือบันทึกประจำวันมีประโยชน์มากๆ สำหรับตัวผมเอง

อาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมาหรืออาจจะกล่าวได้ว่าในปีที่ผ่านไปก็มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในโลกใบน้อยนี้หลายๆ อย่างที่มีทั้งน่าสนใจน่าตกใจน่าชื่นใจและน่าอนาถใจซึ่งเรื่องที่ไม่จรรโลงอารมณ์ก็น่าจะปล่อยมันทิ้งผ่านไปสมควรที่จะจดจำแต่เรื่องที่น่าชื่นใจเท่านั้นพอไม่อย่างนั้นก็มีแต่เครียดปล่าวๆ ลำพังแค่งานก็เหนื่อยจะแย่แล้วทำไมต้องมาทำร้ายจิตใจตัวเองด้วยเรื่องของคนอื่นหรือไม่เป็นเรื่องก็ตามที เมื่อเดือนที่แล้วผมได้ดูถ่ายทอดการประกาศผลรางวัลแกรมมี่ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ระดับโลกของคนทำเพลงรวมไปถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้ดูการประกาศผลรางวัลออสการ์จากโกดักเธียเตอร์ก็พอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งจริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มมาตั้งแต่สองสามปีที่ผ่านมาเท่าที่ผมเองได้สังเกตดู

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้คืออะไรหลายๆ ท่านอาจจะนึกถามในใจซึ่งก็ขอบอกตรงนี้ก็แล้วกันว่าสิ่งนั้นก็คือการย้อนรอยของกงล้อที่ในที่สุดก็จะหมุนวนกลับมาที่เดิมเหมือนกับแฟชั่นเสื้อผ้าแม้แต่วงการเพลงและหนังก็เช่นเดียวกันเมื่อไหร่ที่พัฒนาไปถึงจุดที่หาทางไปต่อได้ยากหรือไม่ได้ก็มักจะย้อนเอาของเก่ากลับมาปัดฝุ่นใช้ใหม่ เริ่มจากวงการเพลงที่ย้อนกลับไปหายุคโมทาวน์และก็ดิสโก้ผสมๆ กันอยู่แบบจางๆ เหมือนกับว่าใจคนที่รับฟังเพลงแร็บแล้วก็บีทแบบกระชากใจรวมไปถึงเสียงร้องที่โฮกกันอย่างสุดๆ กลับไปหาจุดที่มีความสละสลวยของภาษาและท่วงทำนองและบีทที่ฟังง่ายๆ ในสไตล์ของเลาจน์และเฮาส์มิวสิค ศิลปินหลายๆ ท่านเช่น kety perry, lady gaga, cee lo green กับอีกหลายๆ ท่านและวงรวมไปถึงน้องหอก britney spears ที่ซิงเกิ้ลล่าสุดก็ย้อนกลับไปยุคใกล้ๆ กับ katy กับ lady gaga ที่ฟังเมื่อไหร่ก็เห็นภาพ madonna โผล่มาทุกที(ยกเว้น katy ที่กลิ่นอายของเพลงค่อนข้างจะออกมาในยุคหลังจาก madonna นิดนึง) กลุ่มผู้ฟังอายุ 20up เริ่มหันมาหาความไพเราะมากกว่าความสะใจมากขึ้นส่วนหนึ่งอาจจะเป็นสภาวการณ์ของโลกเป็นไปในทางที่รุนแรงรุมเร้าทำให้เกิดความเครียดซึ่งถ้ายิ่งฟังเพลงแรงๆ ก็อาจจะทำให้สติแตกกันไปเลยก็เป็นได้ ส่วนตัวผมรู้สึกดีที่เพลงดีๆ เริ่มมีมาให้ฟังกันมากขึ้น เพลงเพราะๆ ที่มีท่วงทำนองไพเราะเสนาะหูเริ่มกลับมาเกิดกันได้อีกคุณภาพของคนที่รักการฟังเพลงในบ้านเมืองของเราก็มีเพิ่มมาขึ้นยิ่งเด็กๆ สมัยนี้เล่นดนตรีกันเก่งๆ ก็มีโอกาสที่จะแสดงฝีมือออกมาให้โลกรับรู้ผ่านสื่อและช่องทางต่างๆ มากมายทำให้เราได้มีเพลงดีๆ ฟังกันจากกลุ่มศิลปินออนไลน์ผ่าน youtube และ facebook

ในส่วนของหนังก็เริ่มมีหลังที่ดูง่ายๆ มาให้ดูกันมากขึ้นส่วนหนังที่ดูยากๆ ก็ยังมีให้เสพกันอยู่ไม่ขาดก็แล้วแต่ว่าจะเลือกเสพหนังแบบไหนซึ่งความหลากหลายที่มีก็ถือว่าเป็นโอกาสทองอย่างหนึ่งให้เราได้เลือกชมกันตามรสนิยมของแต่ละท่านได้ตรงตามความต้องการ ยิ่งมาดูการประกาศผลรางวัลออสการ์ทำให้รู้ว่าแนวคิดของคนเริ่มหันมาหาความจริงกันมากขึ้นเรื่องอะไรไกลตัวเกินหรือว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยเหมือนๆ หายไปจากสื่อและชีวประวัติของบุคคลสำคัญเริ่มเป็นที่สนใจของคนในวงกว้าง โดยสังเกตจากร้านหนังสือก็ได้เท่าที่เจอมาหลายๆ ทวีปสิ่งหนึ่งซึ่งเหมือนกันก็คือ bestseller ของทุกที่(เท่าที่มีบุญได้ไปมา)เป็นชีวประวัติของบุคคลสำคัญแทบทั้งสิ้น(จริงๆ ก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วเพียงแต่ว่าเปอร์เซ็นต์มากขึ้นผิดหูผิดตาเท่าที่มองผ่านๆ เกือบจะทั้งแผงมีแต่ชีวประวัติทำให้คิดเอาเองว่า โอ.. มีคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานกันในสาขาต่างๆ เยอะขนาดนี้เลยหรือนี่)

ประวัติของบุคคลหลากหลายทั้งพื้นหลังและประสบการณ์รวมไปถึงสาขาวิชาชีพที่แตกต่างทำให้ทางเลือกของคนรุ่นใหม่เปิดกว้างแต่ไม่รู้สินะครับเท่าที่ได้พูดคุยกับคนส่วนใหญ่ก็มักจะปิดทางเลือกของตนเองเสียนี่ทั้งๆ ที่มีทางออกอยู่เยอะเลย คงต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้คน(เริ่มที่ตัวผมเองก่อน)เปิดทางเลือกให้กับตัวเองให้มากโดยการหาทางออกให้ไอเดียในใจมันพุ่งออกมาบ้างหลังๆ มาเริ่ม"ใช้ความคุ้นมากกว่าความคิด"ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยเพราะจะทำให้ความคิดใหม่ๆ ในเชิงสร้างสรรมันหลบหายเข้าไปในซอกมืดของใจ เมื่อไหร่ที่ใครก็ตามปิดความคิดสร้างสรรค์นานๆ เข้าถ้าจะให้คิดไปทำดีต่อยอดคนอื่นก็ยากเลยเอาแต่จับผิดไม่มีคิดดีต่อกันความไว้ใจซึ่งกันและกันก็ไม่เกิด การเอาใจเขามาใส่ใจเราก็จะหายใจจากสังคมเรื่อยๆ

อนิจจาทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้กันด้วย..

เริ่มจากแกรมมี่มาออสการ์แล้วมาจบที่นี่ได้ไงหว่า เฮ้อ.. นอนดีกว่าคืนนี้ -.-

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สัญชาตินั้นสำคัญไฉนหนอ..

ช่วงนี้เจอแต่คนเอาเรื่องสัญชาติมาพูดซึ่งจะว่าไปถ้าใครที่ไม่ได้มีโอกาสต้องเดินทางไปทำธุรกิจหรือว่าไปทำงานที่ต่างประเทศก็คงไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่แต่ในวงสังคมระดับสูงแล้วละก็เรื่องนี้เท่าที่ทราบมาก็เป็นเรื่องที่ทำกันจนเป็นปกติยิ่งครอบครัวใดที่พ่อแม่ได้เรียนจบมาจากต่างประเทศแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นิยมทำกันมากก็คือให้ลูกไปเกิดที่ต่างประเทศเพื่อให้ได้สัญชาติของประเทศนั้นๆ ส่วนมากก็มักจะเป็นประเทศที่มีความเจริญในระดับที่เป็นที่ยอมรับกันเช่นอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และอื่นๆ ซึ่งผมก็เห็นเค้าทำกันอย่างนี้เป็นปกติเพราะว่าเด็กคนนั้นจะได้เปรียบเด็กคนอื่นๆ เป็นจำนวนมากด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ขึ้นอยู่กับ"พื้นฐานความรู้ความคิดและวิสัยทัศน์ของพ่อแม่เด็ก"เป็นหลัก..

ถามว่าเสียหายอะไรหรือไม่มองเผินๆ โดยทั่วไปก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรเพราะมีช่องว่างทางสังคมและกฎหมายมีอยู่ในระดับหนึ่งที่ทำให้มีคนสองสัญชาติในบ้านนี้เมืองนี้อยู่เยอะแยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อาศัยอยู่ในเขตติดต่อกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้านซึ่งกลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ เรื่องตามแนวตะเข็บชายแดนจนช่วงปีหลังๆ มานี้ทางรัฐบาลบังคับให้บุคคลเหล่านั้นต้อง"เลือก"ที่จะเอาสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งเพียงเท่านั้นด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงของประเทศ

ตัวผมเองก็มีเพื่อนมีพี่มีคนรู้จักที่ถือสองสัญชาติอยู่หลายท่านเหมือนกันและแต่ละท่านก็น่ารักซึ่งเท่าที่ผมรู้บุคคลเหล่านี้เวลาเดินทางออกนอกประเทศก็จะ"เลือก"สัญชาติในการเดินทางในแต่ละครั้งที่แตกต่างกันตามแต่ผลประโยชน์ที่เค้าจำเป็นต้องไปติดต่อ ยกตัวอย่างว่าไปติดต่อธุระในประเทศแถบอเมริกาใต้ก็จะเลือกถือ passport ไทยเพราะยุ่งยากและเป็นที่เพ่งเล็งน้อยกว่าถือ passport อเมริกันเป็นต้น ดังนั้นหลักฐานในการเดินทางออกจากประเทศทั้งต้นทางและปลายทางมักจะตรงกันและแน่นอนจะมีหลักฐานในการเดินทางทั้งสองสัญชาติิอยู่ในมือขึ้นอยู่กับว่าจะ"เลือก"เอาหลักฐานการเดินทางของชาติไหนมาใช้แค่นั้นเอง

แต่ก็มีพี่บางคนก็เลือกที่จะถือสัญชาติเพียงหนึ่งเดียวเพราะลดความยุ่งยาก ซึ่งผมเคารพความคิดตรงนี้ของท่านมากๆ เนื่องจากว่าถ้าคุณตกลงใจเลือกแล้วว่าจะเป็นคนสัญชาติไหนไปแล้วก็ควรที่จะปฏิบัติตัวตามกฎกติกานานาชาติที่ตกลงกันไว้แต่ยังไงจิตวิญญาณไทยก็ยังคงอยู่และเชื้อชาติไทยนั้นก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ซึ่งผมถือว่าคนแบบนี้เป็นผู้ที่ยึดถือหลักการ เรียกได้ว่าเป็น"ผู้หลัก"เพราะมีหลักการและเป็น"ผู้ใหญ่"เพราะมีความคิดวิจารณญาณตรงตามอายุที่ผ่านมาของท่านเพราะไม่อย่างนั้นการเอาเปรียบทางสัญชาติทำให้เรากลายเป็นคน"เห็นแก่ได้และประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความถูกต้อง" แต่คนที่ผมรู้จักก็เป็นเพียงแต่คนเดินดินหากินไปวันๆ ตามปกติของบุคคลทั่วไปเท่านั้นไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรมากมายการตัดสินใจจะเลือกเป็นบุคคลสัญชาติไหนก็เป็นเรื่องส่วนตัวอยู่ในระดับครอบครัวซึ่งก็มีสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในระดับนึงซึ่งไม่ขอก้าวก่ายแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับบุคคลสาธารณะยิ่งเป็นบุคคลที่มีอำนาจการตัดสินใจที่กระทบต่อบุคคลในวงกว้างโดยเฉพาะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในการบริหารประเทศเป็นคนที่สามารถตัดสินใจแทนบุคคลในประเทศนั้นๆ ได้ตรงนี้ที่ผมห่วง..

อาโนลด์ The คนเหล็ก เป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเค้ามีสิทธิที่จะเป็นเพราะเป็นคนเชื้อชาติออสเตรีย(ไม่ใช่ออสเตรเลีย) สัญชาติอเมริกัน แต่ถ้าอดีตพี่บึ้กต้องการจะเป็นประธานาธิบดีของประเทศอเมริกาแล้วตรงนี้เป็นไปไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดไม่เอื้อ เนื่องจากว่าบุคคลที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้นอกจากถือสัญชาติอเมริกันแล้วยังต้องมีเชื้อชาติอเมริกันซึ่งก็น่าจะเป็นแบบนั้นเพราะถ้าคุณจะบริหารประเทศแล้วละก็คุณก็ต้องเป็นคนที่นั่นอย่างแท้จริง "ผู้นำจะเลือกแทงกั๊กหรือเหยียบเรือสองแคมไม่ได้" เพราะการตัดสินใจในระดับประเทศคุณจะกั๊กไม่ได้ ถ้าคุณเลือกจะแทงกั๊กคุณก็ไม่สมควรจะเป็นผู้นำประเทศเพราะเราไม่อาจจะเอาชีวิตของคนทั้งประเทศไปฝากกับบุคคลที่แม้จะเลือกว่าตัวเองจะเป็นคนสัญชาติอะไรเพียงสัญชาติเดียวยังทำไม่ได้แล้วจะให้ไปตัดสินใจเรื่องอะไร เพราะ"เรื่องของตัวเองยังสับสนตัวเองอยู่"

บุคคลที่จะเป็นผู้นำต้องกล้าตัดสินใจจะเลือกอะไรก็เลือกเอาซักทาง อย่าเอาช่องว่างเรื่องใบสมัครเป็นตัวแทนประชาชนหรือเอกสารการเดินทางมาอ้างเพราะคนที่เค้ารู้ว่าคุณเบี่ยงประเด็นนั้นยังมีอยู่ ไม่รู้สินะผมเห็นคนที่เบี่ยงประเด็นหลอกเด็กหลอกชาวบ้านหากินไปวันๆ แล้วต้องมาทำหน้าที่มาตัดสินใจแทนเราในสภาแล้วมันอนาถใจชอบกลว่า "พณฯ ท่านและคณะคิดว่าคนในบ้านนี้เมืองนี้"โง่"ขนาดนั้นเลยหรือ" ถ้าดูถูกประชาชนว่า"โง่"ขนาดนี้แล้วท่านและคณะจะพัฒนาและบริหารประเทศนี้ให้เดินไปข้างหน้าต่อไปได้อย่างไร ตอนนี้รับฟังข่าวสารรู้สึกว่าบ้านเราก้าวถอยหลังไปยังสมัยที่ผมยังเด็กที่ข่าวการปะทะกับประเทศเพื่อนบ้านมีให้ฟังรายวัน ถ้าบริหารแล้วบ้านเมืองถอยหลังไปสามสิบกว่าปี พณฯ ท่านน่าจะตัดสินใจอะไรซักอย่างกับชีวิตของพณฯ ท่านได้แล้วนะครับอย่าทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิที่ไม่สมฐานะของท่านอีกเลย จะเป็นผู้หลักก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิงเหมือนเด็กเล่นขายของไปวันๆ เฮ้อ..


วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

[ความประทับใจ] Burlesque หรือว่านี่คือ Coyote Ugly รีเมค





ได้ดูภาพยนตร์เพลงอีกเรื่องที่ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดไว้นิดนึงคือ Burlesque ที่พึ่งได้รับรางวัล Best Original Song จากเวทีลูกโลกทองคำมาจากนักร้องสาว(เหลือ)น้อยเสียงใหญ่ Cher ซึ่งห่างหายจากจอไปนาน จะว่าไป Cher เป็นนักร้องคนนึงที่มีฝีมือการแสดงในระดับที่ดีซึ่งจะว่าไปก็หายากอยู่เหมือนกัน มาเรื่องนี้ Cher ได้ประกบกับนักร้องสาวอายุคราวลูก Christina Aguilera ซึ่งก็พึ่งเห็นเธอแสดงหนังนี่แหละแต่ก็ถือว่าสอบผ่านแบบสบายๆ กับบทที่เธอได้รับซึ่งไม่ได้ต้องแสดงอารมณ์อะไรหลากหลายนักนอกจากร้องและเต้นตามรูปแบบของภาพยนตร์ประเภทนี้

สำหรับบทนั้นถ้าใครชื่นชอบภาพยนตร์แนวเดียวกับ Coyote Ugly(เป็นภาษาอินเดียนอ่านว่า ไคโยตี้ มิใช่ โคโยตี้)ซึ่ง plot ก็คือเด็กสาวบ้านนอกหนีเข้ามาในกรุงเพื่อไล่ตามฝันของตนส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อก็คงจะเดาได้ไม่ยากส่วนตัวว่ามันคล้าย Coyote Ugly เกินงามไปนิดนึงทั้ง plot หลักและรองแต่ยกประโยชน์ให้จำเลยในส่วนของโปรดักชั่นซึ่งทำได้ดีนะในสายตาของผมทั้งฉากและเครื่องแต่งกายทำออกมาได้ครบเครื่องของการแสดงที่เรียกว่า Burlesque ซึ่งก็คือการแสดงลิปซิงก์ประกอบการเต้นในท่าทางที่ยั่วยวนและแต่งตัวโชว์เนื้อหนังนั่นเอง

เพลงประกอบเป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของเรื่องเพลงดีมากทุกเพลงเลยก็ว่าได้ครับเปิดฟังกับหูฟังนี่ทำเอาเพลินลืมเวลาเลยทีเดียว เสียงที่อัดมาในหนังก็อัดมาดีมากขอชมทีมงานผสมเสียงของโซนี่ครับ เสียงต่ำแน่นลึกดี เสียงแอมเบี๊ยนในฉากของบาร์ก็สมจริงดีมากๆ โดยเฉพาะไฟในเพลงปิดเรื่องนี้ชอบจริงๆ จัดไฟง่ายมากๆ แต่คนเล่นไฟฝีมือไม่ธรรมดาทำให้ไฟธรรมดากลายเป็นไม่ธรรมดาได้ ส่วนเสียงร้องเพลงของสองเสือสาวแห่งวงการเพลงทั้งสาวใหญ่ Cher และสาวน้อย Christina Aguilera ถือได้ว่าร้องได้มาตรฐานอยู่แล้วทำให้ไม่แปลกใจที่สองเพลงจากทั้งสองท่านนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ของลูกโลกทองคำ

สรุป: ใครมีเวลาแล้วอยากดูหนังที่ไม่ต้องคิดอะไรมากนักเน้นฟังเพลงและดูไฟประกอบฉากประกอบที่จัดได้ดี พร้อมทั้งให้แง่คิดเล็กน้อยกับชีวิตที่น่าเบื่อนี้บ้างก็หามาดูเถอะครับไม่เสียดายตังค์แน่นอน

ส่วนที่ชอบจริงๆ ของบทในเรื่องนี้ก็คือความเป็น"นักสร้างโอกาสให้กับตัวเอง"(ไม่อยากเรียกว่าฉวยโอกาสเพราะจะกลายเป็นภาพในเชิงลบ)ของนางเอกนี่ประทับใจครับ ดูจบนึกถึงผู้ได้รับรางวัลโนเบลท่านนึงซึ่งก็คือ Muhamed ElBaradei ที่ไม่ยอมนั่งงอมืออมนิ้วเท้ารอโอกาสแต่รู้จักสร้างโอกาสให้กับชีวิตของตนจนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกคือได้รับรางวัลโนเบลในที่สุด และอีกหนึ่งบทบาทที่ท่านได้บินมาเข้าร่วมกับผู้ชุมนุมจำนวนหลายแสนหรืออาจจะเป็นเรือนล้านพลิกประวัติศาสตร์อียิปต์บ้านเกิดในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เพราะคำปราศรัยของเค้าผ่าน youtube ทำเอาคนรุ่นใหม่ออกมาเดิมร่วมกับเค้าที่จัตุรัส Tahrir จนเกินควรเกินคาดซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นที่ประเทศอียิปต์

เพียงคนๆ นึงที่รู้จักสร้างโอกาสให้กับตนสามารถทำให้เกิดสิ่งยิ่งใหญ่ขึ้นได้ไม่เหมือนคนอีกจำนวนมากที่มักจะรอคนเอาโอกาสมาหยิบยื่นให้ ซึ่งรอให้ตายก็คงไม่มีใครมอบให้หรอกนอกจากจะสร้างขึ้นเอง...


ขอให้มีความสุขกับการดูหนังและฟังเพลงครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

oops ปทาน

การฟังเพลงหรือว่าเล่นดนตรีเป็น"ศิลปะ"และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อนั้นก็คงต้องยอมรับกันว่าเป็นเรื่องของ"อารมณ์" ข้อมูลหรือความแตกต่างทางเทคนิคต่างๆ ที่นำมาประกอบหรือเพิ่มให้กับอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างอารมณ์บางครั้งก็มีเรื่องขออุปทานก็มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

คหสต. ผมถือว่าอุปทานเป็นอุปกรณ์หลักอย่างหนึ่งในการเล่นเครื่องเสียงเพราะช่วย"สร้างหรือเพิ่ม"อารมณ์ในการฟังเพลงให้กับเราได้(บางครั้งช่วยเสริมให้ดีขึ้นได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์) หลายๆ ครั้งที่ฟังเพลง cover ถ้าอารมณ์ของคนร้องและเล่นได้ไม่ถึงกับอารมณ์ของเพลงทำให้งานดนตรีดีๆ ถึงขั้นวิบัติไปเลยก็มีเพราะร้องและเล่นกันไปตามเนื้อหรือโน๊ตในกระดาษไม่ได้ร้องออกมาจากใจ แม้จะร้องและเล่นได้ถูกต้องตรงกับที่พิมพ์ไว้เป๊ะๆ แต่ก็ไม่ถือว่าร้องและเล่นเพลงนั้นๆ ได้"ถูกต้องและตรง"ตาม"อารมณ์"ของผู้แต่ง ดังนั้นถ้าคนร้องคนเล่นสามารถเค้นความสามารถออกมาโดย"ร้องและเล่นออกมาด้วยใจ" หากผู้ฟังเปิดใจรับรู้รับทราบอารมณ์นั้นๆ ไว้ก็จะสามารถ"เข้าถึง"อารมณ์ของเพลงนั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น...

เท่าที่ทราบในปัจจุบันนี้ยังไม่มีอุปกรณ์ตัวไหนวัดค่าความต่างทางอารมณ์ได้ดังนั้นผมก็คงต้องอาศัยอุปทานช่วยในการฟังเพลงต่อไป หิหิ

ผู้ติดตาม