วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

[เล่าความประทับใจ] The King's Speech : The real King Maker






ปีที่ผ่านมานี้เท่าที่ได้ชมภาพยนตร์มาก็หลายเรื่องพอสมควรแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเขียนถึงเรื่องไหนเป็นพิเศษแม้หลายๆ เรื่องจะทำออกมาได้ดีมากก็ตาม ส่วนตัวชอบดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลหรือเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยเหตุที่ว่าภาพยนตร์ประเภทนี้มักจะให้แง่คิดมุมมองอะไรหลายๆ อย่างเพราะว่าถ้าเอาประวัติของใครซักคนมาทำเป็นภาพยนตร์ได้ก็แสดงว่าท่านผู้นั้นมีคุณค่ากับโลกน้อยๆ ใบนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วการที่จะไปยืนในจุดๆ นั้นบุคคลท่านนั้นๆ ก็ต้องผ่านตายมาบ้างแล้ว(ในที่นี้หมายถึงมีชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน)ถึงได้เป็นที่จดจำของโลกจนต้องจารึกเรื่องราวไว้เป็นแผ่นฟิลม์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องตามดูภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลไปซะทุกเรื่องเพราะก็มีอีกบางเรื่องเหมือนกันที่ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับชีวิตเลย และถ้าจะให้ดูภาพยนตร์ในแนวนี้ได้ลึกซึ้งมากขึ้นหลังจากดูจบสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปหาอ่านเพิ่มเติมไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือตามสืบค้นจากอินเตอร์เน็ตแล้วจะช่วยให้เราเข้าใจภาพและเหตุการณ์จริงๆ ของเรื่องราวได้มากยิ่งขึ้น

ในกรณีของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันบอกตามตรงว่าชื่อเรื่องไ่ม่ได้น่าสนใจอะไรมากมาย แต่การตั้งชื่อภาพยนตร์ในแนวชีวประวัติซึ่งส่วนมากมักจะตั้งชื่อตามชื่อของบุคคลท่านนั้นหรือไม่ก็ก็ยกเอาจุดเด่นของท่านรวมไปถึงเหตุการณ์และลักษณะเด่นขึ้นมาเป็นจุดขายเช่น Elizabeth, Elizabeth: the Golden age, the Queen, Shine, a Beautiful mind และอีกหลายๆ เรื่องที่ได้มีการสร้างมา ภาพยนตร์แนวนี้ก็จะมีการเสริมเติมเพิ่มในส่วนของความบันเทิงลงไปเป็นปกติเพื่อช่วยเสริมให้ขายออกง่ายขึ้นในเชิงการตลาด อีกอย่างการชมภาพยนตร์ยังไงก็ตามจะเน้นเพื่อให้ความบันเทิงเป็นหลัก(ถ้าอยากเอาจริงเอาจังเอาเวลาไปนั่งอ่าน text books ดีกว่า)จะเอาถือเอาเป็นจริงเป็นจังว่าเหตุการณ์ในชวงนั้นและบุคคลท่านนั้นจะเป็นเหมือนในภาพยนตร์ก็คงจะไม่ได้ อย่างดีที่สุดก็คงจะทำได้แค่ใกล้เคียงไม่ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์จริงเท่านั้นเอง

ส่วนตัวผมแล้วหาไม่ง่ายที่จะมีนักแสดงหลายๆ ท่านที่ผมชื่นชมและชื่นชอบมาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องเดียวกันแต่สำหรับ the king's speech นี้มีนักแสดงที่ผมชอบมาร่วมแสดงอยู่หลายท่านเลยนับตั้งแต่ Colin firth(Shakespeare in Love, Love Actually, Mama mia!), Geoffrey Rush(Shine, Shakespeare in Love, Quills, Pirates of Caribbeans), Helena Bonham Carter(Big Fish, Fight Club, Planet of the Apes, the Wings of the Dove), Guy Pearce( the Hurt Lockers, L.A. Confidential, The Count of Monte Cristo, Memento) และ Michael Gambon( Harry Potters, Sleepy Hollow) ซึ่งแต่ละท่านล้วนแต่มีฝีมือในการแสดงที่ไม่ธรรมดาหลายท่านก็ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล Oscar และหนึ่งในนั้นก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาแล้วด้วยคือ Geoffrey Rush กับบทนำจากภาพยนตร์เรื่อง Shine อันส่งผลให้เค้าได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแม้จะหายหน้าหายตาไปหลายปีแต่ก็กลับมาอีกทีในภาพยนตร์เรื่องดัง Pirate of Carribbean ในบทของกัปตัน Barbossa ส่วนตัวหวังว่าปีนี้เค้าคงจะได้รางวัล Oscar อีกครั้ง

The King's Speech เป็นเรื่องราวของพระเจ้า George ที่ 6 ที่จะต้องผ่านด่านที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของพระองค์ท่่านคือการพูดสุนทรพจน์ให้กับประชาชนในเครือจักรภพอังกฤษทั้งหมดเพื่อนำประเทศเข้าสูงภาวะสงครามกับเยอรมนีหลังจากที่เคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งกับการกล่าวปิดงาน Empire Exhibition ที่สนาม Wembley ในปี 2468 สมัยที่ยังเป็น Duke of York ด้วยเหตุที่ว่าพระองค์มีปัญหาในการพูดจน Elizabeth พระชายาต้องไปหาแพทย์มาช่วยรักษาอาการ Stammer หรือติดอ่างของพระองค์อันเป็นที่มาของเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้





การพูดสุนทรพจน์ธรรมดาสำหรับคนทั่วไปถือว่าเป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้วยิ่งเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านการพูดด้วยก็คงจะเป็นสิ่งที่ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ the King's speech นำเสนอความมุมานะและพากเพียรของ Duke of York ในการที่จะฝึกพูดให้ได้ราบรื่นพร้อมกับแทรกเหตุการณ์ในรัชสมัยของกษัตริย์สามพระองค์ของประเทศอังกฤษไปพร้อมๆ ได้อย่างลื่นไหลตามตรงนี้ต้องชม David Seidler ที่เขียนบทออกมาได้น่าติดตามและก็ไม่หนักจนเกินไป บางฉากที่แทรกเข้ามาแม้จะไม่ยาวนักแต่ก็ช่วยเสริมให้เรื่องราวมีน้ำหนักมากขึ้นพร้อมทั้งช่วยเพิ่มปูมหลังให้กับตัวละครในเชิงลึกด้วย เช่นฉากของ Mrs Simpson ซึ่งในสมัยนั้นเป็นที่โจทก์จันกันไปทั่วโลกในกรณีที่พระเจ้า Edward ที่ 7 สละราชบัลลังก์ไปแต่งกับหญิงหม้ายชาวอเมริกัน กับฉากที่ Duke of York นั่งประกอบเครื่องบินเล็กของลูกชายLionel Logue ซึ่งรับบทโดย Geoffrey Rush เพื่อเสริมให้รู้ว่าพระเจ้า George ที่ 6 มีความสนใจและมีพื้นฐานในเรื่องของการบินอยู่บ้าง(ในประวัติพระองค์เคยฝึกนักบินในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1) บทของเรื่องเป็นส่วนที่ผมชอบจริงๆ เพราะไม่ได้เอามาจากหนังสือแต่เป็นบทที่เขียนมาเพื่อทำเป็นภาพยนตร์โดยเฉพาะ ถ้าจะให้ Oscar กับภาพยนตร์เรื่องนี้ในส่วนของบทภาพยนตร์ดั้งเดิมด้วยก็คงจะไม่น่าแปลกใจนัก

เรื่องของภาพการตัดต่อและเสียงนั้นทำได้ลงตัวอีกเช่นกัน การวางภาพของเรื่องเน้นเส้นกึ่งกลางภาพเป็นหลักแทบจะเรียกได้ว่ากลางภาพต้องมีเส้นๆ นึงอยู่เสมอในทุกฉาก แล้วก็ตั้งกล้องนิ่งโดยให้น้ำหนักของภาพเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มความอึดอัดให้กับเหตุการณ์แม้ว่าอีกด้านของจอจะเว้นเป็นช่องว่างไว้เยอะเลยก็ตามแถมใช้้เลนส์มุมกว้างไปกว่าค่อนเรื่อง มุมกล้องในเรื่องนี้มักจะให้มุมมองของตัวละครขัดกับมุมกล้องเสมอ(ตรงนี้เท่ห์ดีจริงๆ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่สะดุดตา)เช่นตัวแสดงอยู่มุมขวาของจอซึ่งตามปกติแล้วมักจะให้มองไปทางซ้ายเพิ่มเพิ่มเส้นนำสายตาไม่ให้ภาพหนักข้างแต่เรื่องนี้ไม่ใช่ ถ้านักแสดงอยู่มุมขวาผู้กำกับภาพก็จะให้นักแสดงมองไปทางขวาแม้จะตั้งกล้องนิ่งและตรงเป็นส่วนมากแต่ด้วยมุมกล้องแบบนี้นี่ที่หลอกตาทำให้น้ำหนักของภาพเอียงไปได้ แต่การวางมุมกล้องแบบนี้ของเรื่องจะค่อยๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ ตามเหตุการณ์ของเรื่องจนสุดท้ายสามารถดึงกลับเข้ามาได้ในแนวกลางของจอได้อย่างสวยงามคล้ายๆ กับจะบอกเป็นนัยว่าบางสิ่งที่ผิดปกติในตอนแรกๆ คือปัญหาในใจของพระเจ้า George ที่ 6 นั้นได้รับการแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ โดยเฉพาะฉากโบกมือในตอนจบที่วาง composition ของภาพได้ลงตัวบอกเป็นนัยให้ผู้ชมได้รู้ว่าพระองค์ทรงมีครอบครัว ประชาชน แล้วก็ Lionel Logue อยู่เคียงข้าง

การตัดต่อของเรื่องทำได้ฉับไวไล่ไปตามลำดับเหตุการณ์โดยเดินเรื่องผ่านบทพูดที่ลงตัวผ่านการนำเสนอโดยนักแสดงแต่ละท่านทีี่ได้รับคัดเลือกมาเป็นอย่างดีทำให้ไม่น่าเบื่อในการชม

เรื่องของเสียงแม้ว่าจะไม่ได้มีฉากเอฟเฟคระเบิดตูมตามซึ่งส่วนตัวผมว่าไม่ได้เป็นการโชว์ศักยภาพของผู้ดูแลเรื่องการบันทึกผสมเสียงเลย ตรงข้ามเสียงบรรยากาศรายรอบแบบปกติเช่นเสียงก้องสะท้อนหรือว่าอับทึบตามสภาพอคูสติคของฉากต่างหากที่ทำให้ภาพยนตร์มีความเป็นธรรมชาติสูงสำหรับเรื่องนี้นี่บันทึกเสียงมาได้ไม่ธรรมดาจริงๆ อีกอย่างเอฟเฟคเรื่องเสียงสะท้อนที่จงใจใส่มาให้มากเกินธรรมชาติไปหน่อยในฉากเปิดเรื่องช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี ฉากนี้เปิดโอกาสให้ฝ่ายเสียงได้โชว์ลีลาการโยนเสียงของช่องสัญญาณเซอร์ราวด์อยู่บ้าง

ในส่วนของดนตรีประกอบก็พูดได้ว่าทำได้สวยงามดีมาก เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ผมคงจะต้องไปหา CD Score ของเรื่องนี้มาเก็บไว้ฟัง สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงบรรเลงที่ท่วงทำนองมีความสวยงามฟังแล้วรู้สึกสดชื่นไม่ควรพลาดครับ





สรุป: ในยุคที่เรื่องของเสียงเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลกผ่านสื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือวิทยุ BBC ซึ่งมีการถ่ายทอดไปตามประเทศต่างๆ ในเครือจักรภพซึ่งกินพื้นที่ไปหนึ่งในสี่ของโลกในยุคนั้น พระราชดำรัสของกษัตริย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสามารถกำหนดเป็นกำหนดตายกำหนดทิศทางของโลกได้ภายในเวลาไม่เกินห้านาที ถ้ากษัตริย์พระองค์นึงที่มีปัญหาในเรื่องของการพูดจำต้องตรัสกล่าวสุนทรพจน์ในตอนนั้นลองคิดดูก็แล้วกันครับว่าจะมีความกดดันมากขนาดไหน คงจะประมาณว่าแบกโลกทั้งโลกไว้บนคอในตอนที่เอ่ยกระแสพระราชดำรัสก็คงจะไม่เกินความจริงมากนักและนี่ก็คือแกนหลักในการเดินเรื่องของ the king's speech

ส่วนใครที่อยากจะเป็นนักกล่าวสุนทรพจน์ที่ดีสมควรมากที่จะไปตามอ่านดูสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศต่างๆ ในยุคโน้นได้ไม่ว่าจะเป็นสุนทรพจน์ของฮิตเลอร์ เชอร์ชิลกับอีกหลายๆ ท่านแล้วจะเห็นเลยว่านักพูดในยุคนั้นมีความยอดเยี่ยมขนาดไหน ยิ่งถ้าไปตามหาฟังหรือดูจากคลิปที่มีการบันทึกไว้จะยิ่งเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นซึ่งแม้บางทีจะฟังไม่ออกก็ตามเพราะเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเช่นการกล่าวสุนทรพจน์ของฮิตเลอร์แต่ผมคิดว่าท่านจะรับรู้ได้เลยว่าการพูดที่ทุ่มทั้งชีวิตพูดนั้นเป็นอย่างไร ถ้าจะมีภาพยนตร์ซักเรื่องได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของปีนี้ผมให้เรื่องนี้ครับ


"การพูดให้คนออกไปรบว่ายากแล้ว การที่จะพูดให้คนกลับมารักกันนั้นยากยิ่งกว่า"

ขอให้มีความสุขกับการดูหนังและฟังเพลงครับ

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Hails the dog

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปนั่งคุยกับผู้ใหญ่ท่านนึงซึ่งนับถือกันเป็นการส่วนตัวก็ได้คุยกันหลายๆ เรื่องแต่เรื่องนึงซึ่งสะดุดใจมากๆ ก็คือเรื่องของสุนัข

ท่านเปรยๆ ว่าสุนัขที่ดีต้องรู้จัก
๑. เห่า คอยเตือน
๒. หอน ต้อนรับเวลานายกลับ
๓. เฝ้า เวลาไม่อยู่ก็ช่วยดูแลทรัพย์สิน หรือคอยอยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างกายตอนนายอยู่
๔. ปรึกษาหารือ เห็นดีไปกับนายทุกเรื่อง

เลยมานั่งนึกๆ ตรองตามเอาตาประสาคนที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ว่า อืม.. จะว่าไปคุณสมบัตินี้ก็คล้ายๆ กับคนที่ทำหน้าที่ติดตามอยู่ใกล้ผู้ใหญ่เช่นกันคือ

๑. เห่า เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้นต้องรู้จักให้สัญญาณ และต้องรู้เวลาไหนควรพูดเวลาไหนควรเงียบ
๒. หอน นายมีคุณงามความดีอะไรสมควรจะป่าวประกาศให้คนอื่นรู้บ้าง เป็นการยกย่องเชิดชูผู้มีพระคุณ
๓. เฝ้า คอยดูแลรักษาสมบัติให้นายหรือว่าองค์กร ไม่ดูเบาปล่อยผ่านเรื่องที่อาจจะเกิดปัญหาที่บางทีได้ยินผ่านหูมา
๔. ปรึกษาหารือ เป็นที่ไว้ใจรับฟังทุกเรื่องแต่ก็ต้องมีเหตุผลกำกับด้วย และเสนอความคิดเห็นบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม หรือไม่ก็ตอนที่นายถาม

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

[Review] WEISS DAC202






สืบเนื่องมาจากความสงสัยส่วนตัวแท้ๆ ที่ว่า DAC รุ่นใหม่ล่าสุดของ weiss ซึ่งรุ่นพี่(ออกมาก่อน)คือ wiess Minerva ได้ไปสร้างชื่อที่เวป computeraudiophile ให้ได้กล่าวขานว่าเป็น DAC ที่ดีที่สุดในโลกมาแล้วว่าเสียงจะดีขนาดไหนเชียว เมื่อเกิดความสงสัยก็ไม่คิดว่าจะรอให้ใครมาบอกเพราะ"สิบปากว่าไม่เท่าตาดู สิบตาดูไม่เท่าสองหูฟังเองในเรื่องของเครื่องเสียง" ก็เลยต้องรบกวนท่านผู้ที่คุณก็รู้ว่าใครอีกครั้งนึงเพื่อขอหยิบยืม DAC ตัวเล็กๆ ขนาดพอดีมือนี้มาลองฟังดู ท่านผู้ใจดีท่านเดิมก็ดีใจหายเช่นเคยส่งมาให้ได้ลองฟังเพื่อเป็นประสบการณ์ทางด้านเสียงเพิ่มให้กับคลังเก็บส่วนตัวอีกหนึ่งรายการก็ขอขอบคุณมา ณ. ที่นี้อีกครั้งครับ

ส่วนตัวเองเชื่อว่าสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้แปลงสัญญาณดิจิตอลมาเป็นอนาล็อคหรือที่เรียกกันว่า DAC(Digital to Analog Converter) นั้นในระดับราคาสูงๆ คงจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่มากนักยกเว้นเรื่องของรายละเอียดที่เพิ่มขึ้นตามค่า sampling rate ที่หลังๆ มาอัพกันขึ้นไปน่ากลัวมากๆ โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบเสียงของไฟล์ความละเอียดสูงๆ มากเท่าไหร่เนื่องจากค่อนข้างจะติดใจในเสียงสไตล์เก่าๆ แบบอนาล็อคที่ฟังแล้วมันอินกับเพลงได้ง่ายกว่าเสียงในสไตล์รุ่นใหม่ที่ฟังแล้วคมชัดไม่มีตกหล่นเหมือนดู TV LED Hidef เทียบกับดูหนังที่ฉายออกมาโดยตรงผ่านแผ่นฟิล์มอย่างไรอย่างนั้น แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปถ้าไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาก็คงจะไม่ใช่ยิ่งมาทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับว่าการฟังเพลงในรูปแบบของ music server ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัวแล้ว ผมเชื่ออย่่างนั้นนะ(เอาตัวเองเป็นมาตรฐาน)



อุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบ:
Source: iMac 27" รุ่นโบราณแต่ก็ถือว่าทำงานได้เยี่ยมอยู่ ต่อผ่าน port firewire 800 อย่างเดียวเท่านั้น เล่นกับ Amarra+iTunes
Audio interface: Metric Halo ULN-2 รุ่นเก่าที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากคนๆ นึงที่ชื่อว่า Kent poon
สาย Firewire: Audioquest รุ่นกลางๆ ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าทำหน้าที่ได้ไม่บกพร่องเลย
สาย DIGITAL : AES/EBU ของ ซิ่งแหลก( Xindak ) รุ่น บ่อมิไก๊(เจ้าของสอบถามว่าจะเอาจริงหรือตอนที่สั่งซื้อเพราะว่ามันแพงคนไม่ซื้อกัน เค้าว่างั้นนะ) โมหัวท้ายเป็น furutech rhodium, Oyaide จากร้านบอมบอม (ประกอบได้เยี่ยมมากว่ากันว่าเสียงกินสายราคาแพงกว่าหลายเท่าได้)
amp&cans: Woo Audio Maxxest, STAX O2 MkI, L3K, HD800, ED8
DAC: weiss DAC202, Berkeley Audio Design Alpha DAC (BADA)



ความประทับใจแรก: เสียงของ weiss DAC202 นั้นสดชัดเจนแล้วก็สะอาดมากๆ เท่าที่จำได้คิดว่าสะอาดมากกว่า DAC ทุกตัวที่เคยได้ลองฟังมาก็ว่าได้ครับ บุคลิคเสียงออกสดเร็วไดนามิคดีเช่นเดียวกับ DAC รุ่นใหม่ๆ ทั่วไป ที่สำคัญที่สุด wow factor ของ DAC ตัวนี้อยู่ที่ความเป็นสามมิติของเวทีเสียง



การเชื่อมต่อ: DAC202 เป็น DAC ที่ให้ช่องทางเชื่อมต่อมาทางด้านหลังเครื่องได้ครบครันมากๆ ตัวนึงในท้องตลาดเช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่เคยสร้างชื่อไว้คือ ในส่วนของทาง DIGITAL ให้มาทั้ง Firewire, AES/EBU in/out(ใช้เป็น audio interface ได้ทันที), SPDIF Coax, แล้วก็ขั้วเชื่อมต่อสัญญาณนาฬิกาจากภายนอก ส่วนทางฝั่ง Analog ก็ให้ขั้วต่อ out แบบ XLR และก็ RCA มาให้ได้เลือกใช้ตามอุปกรณ์ที่เรามีอยู่แล้ว

ข้อด้อยในส่วนของการเชื่อมต่อคือตำแหน่งของขั้ว firewire กับขั้ว IEC ไฟขาเข้านั้นอยู่ชิดกันมากๆ ถ้าใครใช้สาย firewire กับสายไฟอย่างดีๆ ที่มีหัวค่อนข้างใหญ่จะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน อาจจะติดคงจะต้องเลือกตัวใดตัวนึงเอาไว้หรือไม่ก็เอาหัว IEC มาโมดิฟายซึ่งก็สามารถทำได้ถ้าต้องการ





ความเป็นดนตรี รายละเอียด บรรยากาศ มิติและเวทีเสียง: ตรงนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างของ DAC ตัวนี้ก็ว่าได้เพราะเนื่องจากว่าส่วนตัวใช้ BADA อยู่ซึ่งก็นับได้ว่าเป็น DAC ตัวนึงที่ให้ตำแหน่งของเวทีเสียงค่อนข้างจะดีมากๆ อยู่แล้วแต่เนื่องจากว่าการทดสอบในครั้งนี้นั้นเน้นตรงที่ต่อกับ computer เป็นหลักดังนั้นส่วนหนึ่งซึ่งมีผลมากแบบสุดๆ ก็คือ audio interface ในที่นี้ก็คือ ULN-2 ซึ่งส่งผลเป็นอย่างมากในเรื่องของเสียงโดยรวมๆ ของระบบ

เมื่อลองเปิดเพลง classical เท่าที่มีอยู่กับสกอร์ประกอบภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่เด่นมากๆ คือ Gladiator ของ Erich Kunzel: Cincinnati Pops Orchestra ที่เอาไว้ทดสอบเรื่องของเวทีเสียง มิติและรายละเอียดได้ค่อนข้างดี เมื่อค่อ DAC202 เข้าไปในระบบแล้วเปิดเพลงนี้ขึ้นมาครั้งแรกเสียงที่ได้นี่ทำเอาแปลกใจไปเลยเพราะเรื่องจากว่าจาก BADA ที่เคยคิดว่าจำลองเวทีมาดีมากๆ พอมาเจอ DAC202 แล้วต้องบอกว่าแพ้ไปเลยก็ว่าได้ คหสต. คิดว่าเนื่องจากว่า DAC202 ไม่ต้องต่อผ่าน interface สามารถจะต่อตรงเข้ากับ iMac ได้เลยทันที ถ้าไม่นับเรื่องของความสะดวกแล้วขั้นตอนการเชื่อมต่อที่สั้นทำให้ได้เปรียบตัวอื่นที่ต้องต่อผ่านตัวกลางอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ตรงนั้นเป็นจุดเด่นมากๆ ของ DAC202 ซึ่งก็คิดว่า DAC ตัวนี้ทำออกมาเพื่อสาวกลุงจ็อบแท้ๆ เลยทีเดียวเนื่องจากว่าใช้ firewire ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ Mac มาเป็นตัวเชื่อมต่อหลัก(จริงๆ ยี่ห้ออื่นก็มีเหมือนกันแต่เนื่องจากว่าผู้เขียนใช้แต่ Mac ก็เลยขอแอบโฆษณาหน่อย)

เวทีเสียงของ DAC202 ให้ตำแหน่งที่แม่นยำไม่คลุมเครือคือเรียกได้ว่าไม่ต้องเพ่งฟังก็สามารถบอกได้เลยว่าเครื่องดนตรีชิ้นไหนอยู่ตรงไหน ทำให้สามารถดื่มด่ำไปกับบทเพลงไปได้ในขณะเดียวกันก็นำเสนอความถูกต้องของตำแหน่งเครื่องดนตรีได้ไม่มีคลาดเคลื่อน เนื่องจากว่าฟังจากหูฟังทำให้ตำแหน่งเวที(Head stage)ไม่เป็นไปในแนบระนาบตรงอยู่ด้านหน้าเหมือนฟังจากลำโพงซึ่งสามารถจะนำเสนอเรื่องของเวทีได้ชัดเจนมากกว่าที่เรียกว่า Sound Stage แต่ออกจะโค้งคล้ายๆ กับวงกลมไปรอบหัวทำให้หูฟังบอกเรื่องของเวทีได้ค่อนข้างยากแต่จากประสบการณ์ที่มีอยู่นิดหน่อยไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเอาไปใช้กับชุดลำโพงเวทีเสียงจะออกมาสมจริงได้เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้กับลำโพงตั้งพื้น

DAC202 ให้เสียงค่อนข้างจะ laid back ถอยไปข้างหลังนิดๆ ทำให้ฟังแล้วค่อนข้างผ่อนคลายไม่ดุดันเหมือนรุ่นพี่คือ weiss minerva แม้จะฟังจากหูฟัง DAC ตัวนี้ก็นำเสนอเรื่องของเวทีได้ดีมาก มิติหน้าหลังเป็นสามมิติเป็นชั้นๆ ไม่มีบังกันแม้แต่น้อยเพราะความสะอาดของเสียงที่ให้มา ยิ่งมาฟังกับเพลงที่อัดมาแบบสดๆ หรือว่าเพลงในรูปแบบของการแสดงสดด้วยแล้วทำให้บรรยากาศที่นำเสนอออกมานั้นสมจริง เสียงของเครื่องเป่าทองเหลืองชนิดต่างๆ ที่แผดขึ้นมาพร้อมๆ กันนั้้นจะให้บรรยายออกมาคงลำบาก แต่บอกได้เพียงแต่ว่าความเป็นดนตรีมีสูงมากทำให้เสียงที่ออกมามีลีลาเหมือนผ้าแพรพริ้วเมื่อโดนลมคือมีหนักเบาสูงตำ่อยู่ในที แต่ยังไงก็ตามไม่ใช่บุคลิกของเสียงแบบอนาล็อคแน่นอนเป็นความเป็นดนตรีในรูปแบบของอุปกรณ์ดิจิตอลแต่ก็ถือว่าดีกว่ารุ่นพี่เยอะมากเพราะเสียงของ Minerva ค่อนข้างแข็งไปนิดแต่ตัวนี้ไม่รู้สึกว่าเสียงแข็งเลย แต่ยังไงก็ตามเสียงไม่เหมือนฟังจากแหล่งโปรแกรมที่เป็นอนาล็อคคือแผ่นเสียงเมื่อฟังเพลงเดียวกัน

อีกอย่างที่ค่อนข้างเยี่ยมก็คือเรื่องของรายละเอียดเมื่อฟังเพลงที่อัดมาแบบความละเอียดสูงๆ HRx นั้นมันสุดยอดจริงๆ ต้องลองฟังเลยละครับ(ถ้ามีโอกาส) เพราะถือว่าเป็นการเปิดหูรับฟังไฟล์เพลงรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะเป็นมาตรฐานในอนาคต





ความถี่ต่ำ: เรื่องนี้สำหรับวัยรุ่นแล้วปริมาณมาเป็นอันดับแรกส่วนผู้สูงอายุนั้นแม้วาปริมาณจะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการมากนักแต่ว่าก็ต้องมีอยู่อีกเช่นกันเพียงแต่ความรู้ว่าความต้องการคุณภาพมีมากกว่าแค่นั้นเอง แล้วความถี่ต่ำแบบไหนที่มีคุณภาพล่ะหลายๆ ท่านอาจจะถามซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วผมเองก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน หุหุ

จากประสบการณ์ส่วนตัวเบสที่มีคุณภาพมากๆ คือเสียงฟ้าร้องกับฟ้าผ่า เสียงฟ้าร้องให้ความถี่ต่ำช่วงกลางๆ ได้ดีให้น้ำหนักมีแรงปะทะที่เยี่ยม เสียงฟ้าร้องเป็นคอนเซ็ปของความถี่ต่ำไล่จากต่ำมากๆ ไปต่ำช่วงกลางจนถึงปลายเสียงในช่วงบนๆ ในตอนที่กำลังคำรามเบาๆ เสียงความถี่ต่ำของฟ้าร้องจะไม่นิ่งเพราะจะมีแรงสั่นสะเทือนตามมาเป็นระลอกหนักเบา ส่วนฟ้าผ่าเป็นเรื่องของไดนามิคและความฉับไวบวกกับแรงปะทะที่หนักแน่นมากๆ ที่เกิดในช่วงเวลาสั้นๆ คหสต. เสียงเบสคุณภาพคือแบบนี้แหละ

อาจจะดูเป็นอุดมคติมากไปหน่อยแต่ว่าเป็นข้อสรุปเท่าที่ผมเองพยายามหาคำตอบออกมาเท่าที่จะคิดได้(เอาไว้บอกตัวเองเท่านั้นครับเพราะไม่อย่างนั้นจะไม่มีมาตรฐานอ้างอิง เพราะเชื่อว่าทุกเรื่องต้องมีเหตุผลรองรับ) เลยตั้งเป็นหลักการส่วนตัวเอาไว้บอกตัวเองว่า เบสคุณภาพต้อง

1. หนัก: แรงปะทะดี(impact) หนัก
2. แน่น: ไดนามิค ความเร็วต้องได้ไม่ช้าหรือเร็วเกิน
3. มีรายละเอียด: มีหนักเบาพร้อมแรงสั่นสะเทือนหรือหางเสียงของเบส(bass resonant)
4. ลึก: ลงได้ลึกให้ความรู้สึกได้

สำหรับ DAC202 นั้นให้สิ่งที่เรียกว่าเบสที่มีคุณภาพ(ตาม คหสต. ผม)ได้ค่อนข้างดี จากการฟังเพลงและแผ่นทดสอบหลายๆ แทร็คพบว่า DAC202 ให้รายละเอียดของเบสได้ดีมาก เสียงจากแหล่งกำเนิดต่างๆ กันเช่นเครื่องเคาะคนละชนิดหรือว่าเสียงจากเครื่องดนตรีที่ให้ความถี่ต่ำออกมานั้นมีรายละเอียดให้ได้รับรู้ถึงแรงกระเพื่อมของแผ่นหนังหรือว่าจากลมที่ผ่านอุปกรณ์ออกมาได้เลย แม้ว่าจะประโคมขึ้นมาพร้อมกันเราก็สามารถแยกแยะได้ว่าชิ้นไหนเป็นชิ้นไหน (gladiator OST: Erich Kunzel: Cincinnati Pops Orchestra, Way down deep: jennifer warnes, Why so seriuos?: Hans zimmer, Holiday: greenday, In my life: TAS The Absolute Sound 2008, Mint interluse: Etc., กับไฟล์ HRx อีกหลายๆ แทร็ค) หลายๆ แทร็คได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ในจังหวะที่ต้องการเน้นอารมณ์ก็ให้ความเร็วและแรงปะทะของเบสได้เยี่ยมอีกเช่นกัน





เสียงกลาง: โดยส่วนใหญ่แล้วเพลงที่ฟังๆ กันไม่ว่าจะเป็นเพลงในแนวไหนเสียงที่เป็นพระเอก(อาจจะเป็นนางเอกด้วยสำหรับบางแนว)ก็คือเสียงในย่านกลางๆ นี้เอง ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง เครื่องสาย หรือเสียงเครื่องเคาะประเภทต่างๆ ชุดเครื่องเสียงชุดใดที่นำเสนอเสียงในย่านนี้ออกมาได้ดีก็แทบจะเรียกได้ว่าจะสามารถซืื้อใจนักเลงเครื่องเสียงได้ตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่ได้ฟังเลยก็คงจะไม่ผิดนัก

ในกรณีของ DAC202 ตัวนี้ก็น่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยก็ว่าได้ คหสต. เมื่อได้ฟัง weiss minerva ครั้งแรกที่ไม่ค่อยจะประทับใจมากนักแม้ว่าเสียงจะออกมาดีมากๆ ก็ตามก็คือความถี่ย่านกลางๆ ค่อนขึ้นไปสูงของ minerva ที่ออก digital แท้มากไปนิดนึงทำให้เสียงมีติดกร้าวอยู่บ้าง แต่ว่าก็คงจะได้ปรับการพัฒนามาแล้วในตัวของ DAC202 ทำให้พอฟังแล้วไม่รู้สึกว่ามีความกร้าวอยู่ในน้ำเสียงแต่ตรงข้ามฟังแล้วค่อนข้างจะผ่อนคลายดีใช้ได้เลย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความ laid back ของเวทีด้วยแต่ว่าฟังแล้วได้อารมณ์สดชื่นมากกว่าผ่อนคลาย

แม้ว่าบุคลิกโดยรวมๆ แล้ว DAC202 จะให้เสียงที่ค่อนข้าง flat ตามแบบของอุปกรณ์ในสตูดิโอแต่ก็เป็น flat ที่ไม่แห้งกร้านมีความสดชัดน่าฟังอยู่ ทำให้ฟังเพลงร้องได้ค่อนข้างดี(เด่นไปทางนักร้องหญิงมากกว่านักร้องชาย) หลายๆ ท่านที่หลงเสียงนางครวญอยู่ถ้าได้ฟัง DAC ตัวนี้น่าจะชอบได้ไม่ยากยิ่งถ้าได้จับคู่กับแอมป์หลอดเพื่อเพิ่มความเนียนและต่อเนืองให้เนื้อเสียงด้วยแล้วละก็รับรองได้่ว่าได้เข้าไปอยู่ในห้องฟังบ้านใดก็เปลี่ยนบ้านนั้นให้เป็น auditorium เล็กๆ ได้ในทันใด แม้จะเปิด stand up comedy(Dane Cook: Retaliation) ฟังก็รู้สึกอินไปกับบรรยากาศได้ดีมากๆ เช่นกันกับการฟังเพลงทั่วไป

ธรรมดาถ้าฟัง DAC หรือว่า audio interface ที่ให้เสียงได้ค่อนข้าง flat ส่วนตัวจะรู้สึกว่าเสียงร้องจะออกกรอบๆ (crispy) เพราะความชัดของเนื้อเสียง แต่กับ DAC ตัวนี้ไม่รู้สึกแบบนั้นซึ่งก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เสียงร้องชัดเจนดีแม้จะไม่ได้อารมณ์เนียนมากๆ แบบแผ่นเสียงแต่ก็ถือว่าให้ความเนียนได้ระดับนึง อาจจะเรียกว่าเป็น"ความเนียนแบบดิจิตอล"ก็คงจะได้ครับ



ความถี่สูง: การตอบสนองความถี่สูงของอุปกรณ์ดิจิตอลนี่เป็นจุดที่สามารถทำให้ตกม้ากันตายมาหลายๆ ต่อหลายรุ่นแล้ว โดยส่วนมากถ้าได้ฟังเครื่องเสียงซักชุดนึงเสียงที่จะสะดุดหูได้ง่ายกว่าเสียงอื่นๆ คือเสียงสูงเนื่องจากฟังแล้วจะเด่นนำความถี่อื่นออกมาค่อนข้างมากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสะดุดหูแล้วจะดีเสมอไป

มีเครื่องเล่นบางยี่ห้อที่เคยได้ลองฟังมาให้เสียงสูงที่ค่อนข้างสดชัดมากๆ หลายๆ ท่านฟังทีแรกตามงานแสดงหรือว่าในห้องโชว์เครื่องตามร้านต่างๆ แล้วจะรู้สึกชอบขึ้นมาทันที แต่ว่าจริงๆ แล้วเสียงที่สดชัดสะดุดหูนั้นอาจจะมากไปนิดถ้าฟังไปในระยะเวลาช่วงนึงแล้วอาจจะรู้สึกล้าหูได้ ซึ่งถ้าล้าแล้วยังฟังติดต่อไปอีกก็จะทำให้เครียดมากกว่าผ่อนคลายตรงนี้เป็นข้อความระวังอย่างนึงในการเลือกซื้อ ไม่ต้องรีบร้อนยิ่งถ้าฟังแล้วโดนมากๆ ให้ฟังไปอีกซักพักนึงดูว่ายังรู้สึกโอเคอยู่หรือเปล่า ถ้ายังโอเคอยู่ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้ารู้สึกล้าหูแล้วละก็ขอให้รู้ว่าอุปกรณ์ตัวนั้นหรือชิ้นนั้นอาจจะไม่ใช่ตัวที่เรากำลังมองหาอยู่

ความถี่สูงของ DAC เป็นจุดที่ทำให้ออกมาดีได้ค่อนข้างยากถึงแม้ว่าจะมีการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ดีๆ มาประกอบเข้าไปก็ตามเพราะข้อมูลที่มีแต่ 0 กับ 1 จะทำให้ออกมาเป็นกราฟที่เป็นเส้นแหลมๆ ขึ้นลงๆ ในช่วงความกว้าง(ความยาวคลื่น)ถี่ๆ จะให้ออกมาฟังแล้วพริ้วเหมือนร่องของแผ่นไวนีลก็คงจะไม่ง่ายนัก ดังนั้นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะฟังเพลงจาก DAC ตัวไหนก็ตามความถี่สูงจะติดแข็งอยู่บ้างมากน้อยอยู่ที่การออกแบบ เมื่อได้ลองเอา DAC202 มาฟังก็คิดว่าก็คงจะคล้ายๆ DAC ตัวอื่นๆ ซึ่งก็คิดไม่ผิดนักแต่ว่าในความเหมือนก็มีความต่างอยู่

ที่ว่าต่างกันคือลีลาในการนำเสนอความถี่สูงออกมาให้มีความหนักเบาอยู่ในเนื้อเสียงอย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ในตอนต้นในส่วนของความถี่ต่ำ จริงๆ แล้วจุดเด่นอีกอย่างของ DAC ตัวนี้คือลีลาในการนำเสนอนั่นเอง ทำให้เวลาฟังเพลงแล้วได้อารมณ์เสียงไม่ตายรู้สึกว่าเพลงแต่ละเพลงที่เปิดมันมีวิญญาณอยู่แม้จะไม่เท่าฟังจากแผ่นไวนีลก็ตาม แต่ก็ถือว่าไม่เคยได้ยิน DAC ตัวไหนให้ลีลาในเพลงได้แบบตัวนี้ ยกตัวอย่างเสียงกระดิ่งในช่วงท้ายๆ ของเพลง Gladiator เหมือนกับว่าได้ฟังเสียงกระดิ่งจริงๆ มีความกังวานอยู่หลายระดับตั้งแต่เสียงหลักและโน๊ตที่เกิดจากเรโซแนนท์ของเสียง อีกทั้งระยะใกล้ไกลและน้ำหนักหนักเบาในการเคาะซึ่งตรงนี้แม้พยายามจะเปลี่ยนสายหรือสลับอุปกรณ์ใดๆ (เท่าที่พอมี)ให้กับ DAC ที่ใช้อยู่เป็นประจำอยู่ก็ให้ได้ไม่เท่าแม้ว่าเสียงจะไม่ห่างกันมากแต่ยังไงก็ให้ได้ไม่เท่า ยิ่งฟังแทร็ค Canon in D จากแผ่น The Bose Special Edition Lifestyle Music System CD แล้วจะชัดเจนมากๆ ถือว่าแทร็คนี้เอาไว้ทดสอบรายละเอียดของความถี่สูงได้ดีมากๆ แทร็คนึง เพราะว่าตอนที่เครื่องเคาะชิ้นใหม่ดังขึ้นถ้าเรายังสามารถได้ยินเรโซแนนท์ของเสียงโน๊ตเดิมอยู่ได้ไม่มีบังกันแล้วค่อยๆ เบาลงไปแต่เสียงโน๊ตหลังก็ยังชัดเจนพูดง่ายๆ ก็คือให้"เสียงแหลมออกมาพริ้ว"นั่นเองจึงจะถือว่าใช้ได้





เทียบกับ BADA: ตรงนี้ค่อนข้างลำบากนิดนึงในการที่จะเขียนบรรยายความรู้สึกออกมาเพราะถ้าจะว่าไปข้อมูลทางเทคนิคของทั้งคู่นั้้นแทบจะไม่ต่างกันดังนั้นตรงนี้คงจะอยู่ที่ความชอบส่วนตัวด้วยส่วนหนึ่ง ตรงนี้เองที่คุยกันค่อนข้างยากในวงการเครื่องเสียงเพราะมีเรื่องของความชอบส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแต่ยังไงก็ตามของดีไม่ว่าใครฟังแล้วถ้ามันดีจริงก็ต้องออกมาดีถูกใจทุกคนที่ได้ฟัง ในกรณีของ DAC ทั้งสองตัวนี้ก็เช่นกันต่างก็มีดีด้วยกันทั้งคู่ในระดับราคาของตัวมัน BADA นั้นก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของ DAC ในระดับราคาของมัน DAC202 ก็ถือว่ายืนอยู่ในแถวหน้าในระดับของมัอีกเช่นกัน แต่ว่าพอนำมาเทียบกับแล้ว(โอกาสที่จะได้เอามาฟังเทียบกันได้นี่แทบจะเรียกว่ายากมากๆ เพราะของในระดับนี้การที่เจ้าของจะเอามาให้คนอื่นได้ลองนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ ต้องขอขอบคุณท่านเจ้าของมาอีกครั้งหนึ่ง)ทำให้พอรู้สึกความแตกต่างได้พอสมควรเลยทีเดียว

โดยสรุปแล้วถ้าใช้ Mac เป็นต้นทางโดยต่อผ่าน firewire แล้วละก็ DAC202 ใช้งานได้สะดวกแล้วก็ให้เสียงที่ดีมากๆ ในตัวของมันเองตรงนี้ BADA ซึ่งต้องมี interface คั่นอยู่สู้ไม่ได้เลยในทุกด้าน แต่ถ้ามี transport แยกต่างหากแล้วเทียบกับโดยผ่านขั้วต่อ digital แบบ AES/EBU หรือว่า SPDIF ก็ตาม คหสต. เสียงแทบไม่ต่างกันเลยแม้ว่า DAC202 จะได้เปรียบเรื่องของความสะอาดในเนื้อเสียงอยู่บ้างแต่ว่าถ้าฟังแบบพิเคราะห์แล้วไม่ต่างกัน ดังนั้นถ้าจะเลือกซื้อ DAC ซักตัวการเชื่อมต่อเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาคิดให้ดีว่าเราใช้งานแบบไหนมากกว่ากัน ถ้าตอบโจทย์ตรงนี้ได้แล้วจะเลือก DAC มาใช้เพิ่มในระบบอีกตัวนึงก็จะช่วยทำให้เลือกได้ง่ายขึ้นและตอบสนองสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ได้

คหสต. ถ้ามี transport ดีๆ ใช้อยู่แล้ว BADA ก็ตอบสนองความต้องการได้ดีมากพอๆ กับ DAC202 แต่ถ้าเน้นใช้ computer ไม่ว่าจะเป็น OS ไหนก็ตามเป็นต้นทางแล้วละก็ขอให้มี firewire เป็นตัวจ่ายสัญญาณ DAC202 เหนือกว่า BADA ค่อนข้างมากในเรื่องของลีลาการนำเสนอเสียงเพลงออกมา ทำให้ความเป็นดนตรีมีมากกว่า(ในบางแนวเพลง สำหรับบางแนวเพลงอาจจะคมชัดมากไปนิดนึง ตรงนี้ไฟล์ต้นทางมีผลเยอะ) เนื่องจากขั้นตอนในการเชื่อมต่อน้อยกว่าสั้นกว่าดังที่กล่าวไว้แล้วตอนต้น





ภาค headphone amp: ส่วนตัวเคยมีอคติกับภาคเฮดโฟนแอมป์ของ BM DAC1 มาเนื่องจาก คหสต. รู้สึกว่าเหมือนกับใส่มาเป็นของแถมเท่านั้นเพราะว่าคุณภาพเสียงถือว่าไม่น่าประทับใจนัก จากนั้นมาพอมาเห็น DAC ที่ให้ภาคเฮดโฟนติดมาด้วยก็เลยไม่ค่อยอยากจะลองเสียบฟังดูเท่าไหร่เพราะความรู้สึกว่าเป็นของแถมมาให้ก็ยังมีอยู่ แต่พอมานึกถึง audio interface ตัวนึงที่เคยได้ใช้คือ TC Konnnekt 8 ซึ่งภาคเฮดโฟนทำออกมาได้ไม่เลวเลยจึงลองเอาหูฟังมาลองต่อดูเผื่อว่ามีอะไรน่าสนใจเพราะเห็นว่าก็มีคนชมภาคหูฟังของ DAC202 อยู่บ้างเหมือนกัน

หูฟังที่ได้ลองต่อฟังดูก็ได้แต่ Audio-technica L3000, Sennheiser HD800 และก็ Ultrasone ED8 ซึ่งแต่ละตัวก็ขับง่ายยากต่างกันไปตัวที่ขับยากสุดในชุดนี้ก็คงจะเป็น HD800 นั่นเองซึ่งตั้งแต่เคยได้ลองมามีแอมป์แค่ตัวสองตัวเท่านั้นที่คุมอยู่ พอมาทดลองต่อดูก็เป็นไปตามคาดก็คือภาคเฮดโฟนของ DAC202 ยังคุม HD800 ได้ไม่ค่อยดีนัก(สายสต็อค)แต่พอเปลี่ยนเอาสาย APS V3 มาเปลี่ยนแล้วต่อฟังดูอีกทีเหมือนกับว่าคุมได้นิ่งขึ้นแต่ก็ยังถือว่าขับ HD800 ได้ไม่สุดนัก

ไม่ใช่ว่าขับไม่ไหวนะครับตรงนี้ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนที่ว่าไม่สุดก็คือผมเองเคยฟัง HD800 จากแอมป์ที่มีกำลังพอสมควรเช่น RPX300 และก็ WA22 ซึ่งนำมาขับ HD800 ได้ค่อนข้างดีพอเจอแอมป์หูฟังตัวอื่นๆ เลยมีมาตรฐานส่วนตัวที่สูงไปหน่อยเท่านั้นเอง ที่ว่าไม่สุดก็คือผมเองเคยเอาแอมป์หลายๆ ตัวขับ HD800 แล้วถือเอาความถี่ต่ำในบางเพลงเปิดทดลองแล้วเหมือนกับแป่กเป็นเกณฑ์คือไปไม่ค่อยไหว DAC202 ก็เจอกรณีคล้ายๆ แบบนี้เช่นกันเพียงแต่ว่าก็พอไปได้เพียงแต่ว่ามีแกว่งนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าขับออกมาได้ดีเลยทีเดียว

แต่ที่น่าประทับใจก็คือหูฟังที่ขับได้แบบไม่ยากนักเช่น ED8 หรือแม้แต่ L3000 ที่ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ภาคเฮดโฟนแอมป์ของ DAC202 ขับหูฟังเหล่านี้ได้ค่อนข้างโอเคเลย เสียงออก flat มากๆ ฟังๆ ไปก็นึกในใจว่า weiss ที่คุ้นกับการทำเสียงที่ใช้ในสตูดิโอจริงๆ เอาหูตัวไหนฟังก็รู้สึกว่ามันกลางๆ ไปหมดแต่ก็ฟังได้สนุกดี



ใช้เป็น interface: เนื่องจากว่าที่บ้านใช้ ULN-2 เป็น interface ต่อกับ BADA อยู่ก็เลยอยากลองภาค interface ของ DAC202 ดูเนื่องจากไม่มีโอกาสได้ลอง INT202 ที่ว่ากันว่าเป็น interface อีกตัวที่ดีแต่ราคาก็ค่อนข้างสูงเหมือนกัน พอได้เอา DAC202 มาต่อกับ BADA โดยผ่านสายสัญญาณ AES/EBU สองเส้นก็คือ ซิ่งแหลก รุ่นบ่อมิไก๊ กับ Oyaide FTVS-910 ผลออกมาเป็นที่น่าประทับใจเหมือนกัน มีข้อดีขอด้อยต่างกับ ULN-2 เล็กน้อยที่ต่างกันก็คือ DAC202 ให้เสียงสะอาดกว่ารายละเอียดจะดีซึ่งก็เป็นข้อด้อยตรงจุดนี้อยู่ด้วยว่าถ้าสายสัญญาณเป็นเงินก็จะทำให้เสียงสดมากไปหน่อย

ส่วนตัวคิดว่าน่าจะใช้สายทองแดงหรือไม่ก็ผสมถึงจะเข้ากับบุคลิกเสียงของ DAC202 เมื่อเทียบกับ ULN-2 ความอบอุ่นของ ULN-2 มีมากกว่าแต่ว่าฟังๆ ไปเหมือนจะมีม่านหมอกจางๆ คลุมเสียงอยู่ตรงนี้ก็เป็นข้อด้อยของ ULN-2 อีกเช่นกัน แต่ยังไงก็ตามก็ถือว่าทั้งคู่ใช้เป็น audio interface ได้ดีเพราะต่างก็เหมาะสำหรับนำไปใช้ในสตูดิโอเช่นเดียวกัน ความแตกต่างทางด้านเสียงนอกจากจุดที่บอกไปแล้วในเรื่องของมิติหรืออะไรอย่างอื่นไม่รู้สึกว่าแตกต่างกันเลย(เทียบ ULN-2 กับ DAC202 ฟังผ่าน BADA)



สรุป: สำหรับผู้ที่ใช้ Computer เป็นหลักในการฟังเพลงแล้วละก็โดยขนาดแล้วการติดตั้งทำให้ DAC202 ตอบโจทย์ได้ดีมากๆ อีกทั้งเสียงที่ออกมาก็ไม่ธรรมดาอีกด้วยถ้างบถึงตัวนี้เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับ computer audiophile เลยก็ว่าได้

บุคลิกเสียงของ DAC202 แนวเสียงคล้ายกับรุ่นพี่คือ weiss minerva แต่ว่า upgrade มาแล้วคือสด ชัด รายละเอียดเยี่ยมและก็ flat มากๆ ตามแบบของอุปกรณ์ที่เหมาะกับการนำไปใช้ในสตูดิโอซึ่งต้องการความเที่ยงตรงสูง แต่ก็ให้เสียงที่ไม่แข็งหรือหยาบกร้านเลย

ข้อเด่นมากๆ อีกอย่างคือความเป็นสามมิติของเวที ส่วนตัวของผมแล้วตรงนี้ประทับใจผมมากที่สุดทำให้ฟังเพลงออเครสตร้าวงใหญ่ได้อารมณ์ดีจริงๆ อีกทั้งลีลาความพริ้วในทีและไดนามิคที่ดีทำให้เสียงเพลงที่บรรเลงออกมาสมจริงดีทีเดียวแต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าเป็นเสียงแบบ digital แท้ๆ อยู่ดีแม้จะไม่มีกลิ่นอายของ analog เจออยู่แต่ก็ถือว่าเสียงออกมาน่าฟังมากๆ เพราะยังไงก็ต้องยอมรับว่าเสียงจากแหล่งโปรแกรม digital ยังไงก็คือ digital อยู่ดีแม้ว่าจะมีการพัฒนาไฟล์เสียงที่ให้ความละเอียดสูงๆ แต่ยังไงก็ตามความรู้สึกอบอุ่นแล้วก็เข้าถึงอารมณ์เพลงก็ยังสู้แผ่นเสียงไม่ได้(คหสต. ทั้งสิ้น)

การเล่นไฟล์เพลงความละเอียดสูงที่เรียกว่า HRx นั้น DAC202 แปลงสัญญาณออกมาได้ดี ตรงนี้เมื่อฟังเทียบกับ BADA ซึ่งผู้ผลิตเป็นคนคิด HDCD ขึ้นมาส่วนตัวฟังแล้วเสียงไม่ต่างกันมากนัก แต่ยังไงก็ตาม option ความละเอียดสูงที่มีมาให้นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ออกแบบได้เตรียมไว้เผื่ออนาคตเอาไว้จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์บ่อยๆ เพราะซื้อหามาใช้แล้วอย่างน้อยก็คงจะใช้ติดต่อกันไปได้หลายปีโดยที่สามารถรองรับไฟล์เพลงรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเป็นไฟล์ความละเอียดสูงได้อย่างลงตัว


ส่งท้าย:

"ทุกๆ วันคือวันแม่ อย่าลืมข้าวแต่ละคำ น้ำแต่ละอึก นมแต่ละอิ่มที่คุณแม่ป้อนให้เรามานะครับ"


ขอให้มีความสุขกับการฟังเพลงนะครับทุกท่าน

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

inception "จิต""หลง""ติด"

วันนี้ได้ดูหนังเรื่องนึงชื่อว่า inception แปลไทยว่ายังไงไม่รู้แต่ว่าแปลอังกฤษมาไทยแบบกระเหรี่ยงได้ว่า beginning หรือการเริ่มต้น ส่วนจะเริ่มต้นอะไรก็ว่ากันอีกทีนึงส่วนในหนังเค้าหมายถึงจุดเริ่มต้นทางความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่ออะไรบางอย่างในจิตของคน

จะว่าไปแล้วหนังดูเหมือนว่าจะซับซ้อนมีประเด็นซ้อนประเด็นเยอะแยะมากมายแต่เท่าที่ผมนั่งดูแล้วถ้ามีพื้นในเรื่องของจิตมาบ้างหรือได้ไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมตามวัดสายปฏิบัติต่างๆ ก็พอจะเข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะว่าในแกนของเรื่องแล้วความเห็นส่วนตัวเป็นเรื่องของแนวคิดทางฝั่งตะวันออกหรือแถวๆ บ้านเรานี่เองแต่แนวคิดในเรื่องนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ของโลกตะวันตกรวมไปถึงคนรุ่นใหม่ๆ ด้วยเพราะจะหาใครว่างไปนุ่งขาวห่มขาวอยู่วัดป่าเพื่อรับรู้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า"จิต"ของตนนี่ก็ไม่ง่ายนักแต่ก็มีอยู่เยอะพอสมควรเหมือนกันซึ่งต้องอนุโมทนากับคนที่ไปด้วย

จะว่าไปเรื่องของจิตหรือว่าใจนั้นก็เห็นมีทฤษฎีอะไรเยอะแยะมากมายมาอธิบายว่าจิตของคนนั้นเป็นยังไงมีการสรุปออกมาเป็นงานวิจัยกันในมหาวิทยาลัยดังๆ กันเยอะเลยแต่เท่าที่ไปอ่านมาบ้างก็รู้สึกงงเหมือนกันยกเว้นไปนั่งคุยกับหลวงปู่หลวงตาที่ไม่ได้จบอะไรแต่ว่านั่งมาเยอะธุดงค์มามากจะได้ภาพของจิตชัดมากขึ้นว่าจริงๆ แล้วจิตเป็นของละเอียดสามารถรับรู้ได้จากการสังเกตุอาการของจิตเช่นว่า สุข ทุกข์ เหงา เศร้า เครียด ด้วยตัวเราเอง ถ้ารู้จักสังเกตุอาการของจิตออกแล้วว่ากันว่าจะเห็นตัวจิตได้ตามความละเอียดของสภาวะที่เข้าถึงพระท่านว่าอย่างนั้น

ในเรื่องนี้ก็เช่นกันซึ่งแทนที่จะเอาภวังค์ทางจิตที่เกิดจากสมาธิมาว่ากันก็เอาเรื่องของการฝันเข้ามาเกี่ยวเพราะ(เดา)ว่านำเสนอไปในวงกว้างได้ง่ายกว่าจะบอกว่าต้องมานั่งสมาธิกันเน้อแล้วถึงจะเข้าไปในจิตของตัวได้ อีกอย่างถ้าใช้ฝันนี่จะเล่นแง่มุมอะไรได้เยอะมากกว่าเพื่อเพิ่มสีสันให้กับหนังได้ดีไม่ใช่เป็นแบบเรื่อง"จรเข้กบดาน"ที่ตลกรุ่นเก่าๆ มักจะเอามาเล่นกันว่าหนังเริ่มเรื่องโดยมีจรเข้ตัวนึงเดินลงไปในบึงแล้วก็หายต๋อมนิ่งไปกบดานอยู่ใต้นำ้เห็นฟองผุดอยู่พักนึงแล้วก็จบ ถ้าเล่าเรื่องแบบนี้ก็เบื่อแย่เนอะว่ามั้ย แต่ว่าถ้าเอาเรื่องของฝันมาเล่นแล้วละก็เล่นได้เยอะเพราะเรื่องนี้จะว่าไปคนก็ยังไม่เข้าใจกันอย่างแท้จริงว่าทำไมคนต้องฝันด้วย

ศาสตร์ทางตะวันตกก็พยายามหาเหตุผลทางเคมีรวมไปถึงปฏิกิริยาไฟฟ้าในสมองระหว่างที่นอนหลับเอามาอธิบายแต่ก็ไม่เห็นใครบอกได้ชัดเจนมากได้แต่ก็ได้แนวทางเพื่อที่จะเข้าใจฝันได้บ้าง ในที่นี้ในหนังเค้าว่าถึงเรื่องของจิตใต้สำนึกของคนเป็นหลักแต่ที่หนังเขียนบทออกมาได้มันส์ดีก็คือว่าแทนที่จะต่างคนต่างฝันก็เลือกที่จะให้ตัวละครฝันกันเป็นกลุ่ม เออ เอาเข้าไปแต่ก็มันส์ดี หุหุ จะว่าไปแนวคิดก็มาคล้ายๆ กับเรื่อง the metrix นั่นแหละแถมเลือกคัดนักแสดงคนนึงที่หน้าคล้ายๆ คีอานูแถมแสดงอารมณ์ได้อารมณ์เดียวคืออารมณ์นิ่งๆเหมือนกับคีอานูมาเล่นด้วยคงเผื่อว่าจะได้เกิดจากเรื่องนี้กับเค้ามั่งเพราะประกบกับลีโอและสาวน้อยเพจที่กำลังพุ่งเป็นดอกไม้ไฟอยู่ในขณะนี้

พระท่านว่าสภาวะจิตนั้นยิ่งละเอียดมากขึ้นไปเท่าไหร่เหมือนว่าเวลาจะหยุดนิ่งหรือว่าสามารถจะยืดเวลาได้ตามที่จิตต้องการพูดง่ายๆ ถ้าควบคุมจิตได้เรื่องของเวลานั้นเป็นเรื่องหนมๆ จะย้อนไปดูอดีตหรือว่าจะไปดูอนาคตก็ได้ อืม.. ตรงนี้เข้าท่าแต่จะย้อนเวลาได้ไงหนอ เหอะๆ พอหาอ่านไปอ่านมาตามประสาคนฟุ้งซ่านก็ไปเจอที่ไอสไตน์ได้เคยบอกไว้ประมาณว่า"ถ้าเราสามารถจะสร้างยานพาหนะที่เดินทางไปได้เท่าหรือว่ามากกว่าความเร็วแสงเราสามารถจะย้อนไปในอดีตหรือว่าจะเร่งเวลาไปในอนาคตก็ได้" ซึ่งตรงนี้เป็นแนวคิดของการทำไทม์แมชชีนนั่นเอง แสงนี่ถ้าจำไม่ผิด(เพราะท่องสมัยรุ่นตอนเรียนชั้นประถม)ว่ากันว่าเดินทางไปในความเร็วประมาณสองแสนแปดหมื่นหกพันไมล์ต่อวินาที(ถ้าจำไม่ผิด) และวัตถุยิ่งเดินทางไปได้เร็วเท่าไหร่ขนาดจะเล็กลงแต่มวลเพิ่มขึ้นจนเท่าความเร็วแสงวัตถุนั้นจะมีขนาดเป็นศูนย์แต่มวลเป็นอนันต์ เหอะๆ แต่จะมีอะไรวิ่งไปได้เร็วกว่าแสงล่ะ จำได้ว่ามีเพลงพี่หนุ่ยไมโครร้องว่า "ใจไปไวกว่าแสง" มาคิดๆ ดูก็เป็นไปได้นะเพราะว่านึกถึงอะไรก็ไปถึงปุ๊บเลยก็คงจะไวกว่าแสงจริงๆ นั่นแหละ งั้นที่พระท่านว่าจิตหรือว่าใจนั้นสามารถจะย้อนไปดูอดีตหรืออนาคตได้ก็น่าจะจริงอย่างที่ท่านบอกแหละถ้ามีสภาวะจิตที่ละเอียดมากๆ และสภาวะจิตก็จะมีเป็นลำดับๆ อีก(ตามที่ท่านบอก)ถ้าละเอียดมากๆ ก็ไปอยู่ตามสวรรค์หรือว่าชั้นพรหมที่สูงกว่าสวรรค์อีกแต่ที่น่าแปลกก็คือพระท่านบอกว่าเวลาไม่เท่ากันในแต่ละชั้นยิ่งชั้นสูงๆ เวลาจะยิ่งนานขึ้นไปเรื่อยๆ เออ แปลกดีเพราะถ้าคิดเทียบเป็นตรรกแล้วก็ตรงกันที่ว่าถ้าจิตละเอียด(ซึ่งก็หมายถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้น) ถ้าความเร็วเพิ่มขึ้นเวลาก็น่าจะช้าลงแต่ก็เอาเถอะคิดไปคิดมาปวดหัวกลับเข้าเรื่องกันดีกว่า

ด้วยหลักการเกี่ยวกับจิตที่เป็นคำสอนทางตะวันออกนี้แล้วก็เอามาใส่ไข่ใส่สีให้ดูดีแล้วก็สนุกใน plot ซ้อน plot เข้าไปเป็นชั้นให้ดูสับสนแต่จริงๆ จะว่าไปไม่ได้สับสนอะไรหนังก็เดินทื่อๆ ไปอย่างนั้นแหละ plot สั้นๆ ก็ดีไปอย่างคือว่าเขียนออกมาให้สนุกได้ง่ายกว่า plot ยาว แต่เนื่องจากว่ามี plot ซ้อนกันอยู่เลยดูเหมือนว่าซับซ้อนตรงนี้เป็นความฉลาดมากๆ ของคนเขียนบทซึ่งต้องถือว่าทำการบ้านได้ดีมาก

ถ้าตัดรายละเอียดหยุมหยิมปลีกย่อยออกไปทั้งหมดแล้วเหลือแต่แกนหลักของเรื่องก็คงจะเหลือแค่คำว่า "หลง"และ"ติด" เท่านั้นเองไม่มีอะไรมากมาย ยกตัวอย่าง(ถ้ายังไม่ได้ดูอย่าอ่านเน้อแต่ถ้าจะอ่านก็คงไม่เป็นไรเพราะว่าหนังก็เดินมาทื่อๆ อยู่แล้ว) คือตอนที่พระเอกไปเจอภรรยาแล้วภรรยาบอกให้ดูหน้าลูกสิแล้วพระเอกก็ยกแขนขึ้นปิดตาคงกลัวว่าจะ"หลง"แล้ว"ติด"อยู่ตรงนั้นคือแยกความจริงออกจากความฝันไม่ออกนั่นเอง ตรงนี้จะว่าไปก็ถือว่าเป็นคำสอนแถวๆ บ้านเราอีกแหละว่าไม่ให้ยึดไม่ให้ติดกับอะไรเพราะทุกสิ่งล้วนไม่จีรังเป็นภาพลวงตาที่ได้ยินคนแก่ๆ เค้าว่าให้ฟังตั้งแต่ยังเด็กๆ ถ้าไม่"หลง"ก็ไม่"ติด" พระเอกให้สาวน้อยจูโนเขียนผังให้อีกคน"หลง"เพื่อที่จะได้"ติด"กับความคิดที่เค้าจะเอาไปฝังไว้ให้ จากนั้นก็จะได้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ตามที่จิตที่ถูก"ปลูก""ฝัง"ความคิดเข้าไปจน"หลง"และ"ติด"กับความคิดนั้นจนมาทำตามที่ฝ่ายพระเอกต้องการ แต่จะทำสำเร็จหรือไม่ถ้ายังไม่ได้ไปดูก็ควรจะไปดูซะแล้วก็ดูว่าพระเอกและทีมงานจะทำสำเร็จหรือไม่..

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Chicago The Windy City

ออกจาก WA มาที่หมายต่อไปก็คือเมืองใหญ่ที่อยู่ติดทะเลสาบมิชิแกนที่ชื่อว่า Chicago อันเป็นถิ่นของ ปธน. คนปัจจุบันที่ชื่อว่า Barack Obama เมืองนี้จะดูเด่นมากในตอนกลางคืนเพราะว่าแต่ละตึกจะเปิดไฟกันสว่างไสวโดยเฉพาะริมคลองที่ตัดผ่านในเมืองจะดูเด่นมากๆ ในเรื่องของสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะการวางผังตึกระฟ้าที่ไล่ลำดับความสูงต่ำและโชว์การออกแบบกันอย่างมีสไตล์สมกับเป็นเมืองที่เด่นในด้านนี้เมืองหนึ่งของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้มาต้องไปชมเมืองจากหอดูดาวริมทะเลสาบแล้วมองกลับเข้ามานั้นสวยจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนโพล้เพล้หรือไม่ก็ตอนเช้าๆ แต่ถ้าเป็นช่วงที่อุณหภูมิต่ำๆ แล้วละก็ไม่ขอแนะนำให้ไปบริเวณนั้นเพราะเคยเจอพิษของลมที่่นั่นมาครั้งนึงยังจำไม่ลืมแม้ว่าจะใส่เสื้อกันหนาวไปแล้วสามสี่ชั้นแต่พอกระแสลมริมทะเลสาบโหมเข้ามาเหมือนกับใครเอามีดมากรีดเข้าไปในเนื้อ นึกแล้วก็ยังรู้สึกแหยงๆ อยู่เลย

ช่วงหัวค่ำบริเวณ Millennium park ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าออกมาเดินเล่นเหมือนกับชาวเมืองและนักท่องเที่่ยวที่นิยมจะไปถ่ายรูปกันโดยเฉพาะส่วนที่เป็นลูกสเตนเลสมันวาวขนาดใหญ่มากที่มีชื่อว่า The Cloud Gate และก็เวทีคอนเสิร์ตกลางแจ้ง Jay Pritzker Pavillion แล้วก็น้ำพุที่ชื่อว่า Crown Foundtain ซึ่งมีจอแสดงผลใบหน้าเด็กแสดงสีหน้าต่างๆ ให้ได้มานั่งเล่นกัน

สำหรับเมืองนี้ถือว่าจำนวนประชากรที่เป็นคนดำมีอยู่เยอะพอสมควรเลยทีเดียวแต่ที่แปลกไปจากเมื่อสามปีก่อนที่มาก็คือว่าจำนวนประชากรเกาหลีที่ย้ายเข้ามาที่นี่และอีกหลายๆ เมืองในอเมริกามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนน่าแปลกใจเหมือนกัน โดยเฉพาะที่นี่มีมากกว่าคนจีนซะอีกซึ่งก็ถือว่าแปลกอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

การให้บริการเกี่ยวกับการให้ความรู้ของที่นี่ค่อนข้างดีถ้าเรามีบัตรประจำตัวก็สามารถจะเข้าไปยืมหนังสือจากห้องสมุดซึ่งมีอยู่หลายๆ แห่งในเมืองได้ทันทีหรือแม้แต่รอบๆ ชานเมืองก็จะเห็นห้องสมุดประชาชนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกหลายๆ แห่งอยู่ในเมืองนี้ด้วยดังนั้นคุณภาพชีวิตของคนใน downtown ถือว่าโอเคแต่ว่ารอบๆ ชานเมืองนั้นไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ อีกอย่างภาษีที่เก็บถ้าออกมาจากตัวเมืองอัตรภาษีก็จะลดลงไป ใน downtown นั้นมีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแม้ว่าทางรัฐจะจัดให้มีระบบการให้บริการคมนาคมที่ค่อนข้างสะดวกแต่คนก็นิยมจะอยู่ในเมืองมากกว่าออกไปข้างนอกส่วนหนึ่งเพราะว่าอัตราภาษีที่อยู่อาศัยสูงดังนั้นคนจึงเลือกจะอยู่อพาตเมนท์ดีกว่าไปหาซื้อบ้านเดี่ยวที่มีบริเวณอยู่

ตอนนี้สำหรับ Chicago เน้นโปรโมทว่าจะเป็นเมืองแห่งธุรกิจแข่งกับเมืองใหญ่ๆ ทางฝั่งตะวันออกซึ่งพอได้เข้าไปในตัวเมืองตอนกลางคืนก็ยังเห็นคนทำงานกันอยู่ในตึกซึ่งถ้าองค์กรใหญ่ซึ่งทำธุรกิจข้ามชาติถ้าทำแบบนี้ถือว่าได้เปรียบคนอื่นๆ มากเพราะสามารถจะวางแผนและปรับท่าทีในการทำงานได้ต่อเนื่องและฉับไว

ถ้าใครรักพิพิธภัณฑ์ถ้ามาที่นี่ก็คงจะถูกใจไม่น้อยเพราะว่ามีพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ อยู่ประมาณ 15 แห่งให้ไปเดินชมกันแต่ที่ได้ประโยชน์มากสุดๆ ก็คือเด็กๆ ในเมืองที่หมุนเวียนไปทำรายงานกันตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งถือว่าเปิดวิสัยทัศน์ให้เด็กๆ ได้มากเลยทีเดียว อีกอย่างก็ปูพื้นฐานให้ได้ทราบว่าสิ่งรอบๆ ตัวนั้นมีที่มาอย่างไรซึ่งก็ส่งผลให้เด็กเข้าใจเมืองและสภาพสังคมของตนเองได้ลึกมากขึ้นถ้าพื้นฐานความเข้าใจที่มาที่ไปจุดเด่นจุดด้อยของตัวเองแล้วจะต่อยอดไปภายหน้าก็สามารถจะทำได้ไม่ยากนัก..

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Goodbye Seattle

อีกเดี๋ยวก็คงต้องออกไปขึ้นเครื่องที่ Sea-Tac หรือ Seattle Tacoma Int. Airport สนามบินนานาชาติของมลรัฐวอชิงตันแห่งนี้ สำหรับที่นี่บรรยากาศก็คล้ายๆ เดิมอย่างที่เคยมาเมื่อสามสี่ปีก่อนก็คือฟ้าครึ้มอากาศเย็นสบายสภาพภูมิประเทศที่เขียวไปด้วยต้นสนซึ่งจะเขียวไปตลอดไปจนที่นี่ได้รับฉายาว่า Evergreen State อีกอย่างด้วยความชุ่มชื้นที่มีเยอะทำให้ฝนฟ้าค่อนข้างจะตกชุกอยู่พอสมควรเรียกได้ว่ามาที่นี่แล้วไม่เจอฝนเหมือนจะขาดอะไรไปอย่าง

สภาพในดาวน์ทาวน์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตึกรามบ้านช่องก็ดูเรียบร้อยเพราะว่ามีตึกไม่เยอะมากส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะตัวเมืองสร้างอยู่บนตัวเมืองเก่าที่ถูกแผ่นดินไหวถล่มราบลงไป คล้ายๆ กับอยู่บนชั้นสองดังนั้นตึกสูงก็มีไม่เยอะมาก ซึ่งสำหรับตัวเมืองเก่านี้ใครจะเข้าไปเดินเล่นชมดูก็ได้โดยสามารถเข้าไปชมได้ตรงทางลงใกล้ๆ กับตลาด Pike ที่คนจะนิยมไปเดินดูตลาดเก่าๆ กันและที่เด่นมากๆ ที่นั่นก็คือการขายปลาโดยลีลาของคนขายที่จับปลาโยนไปมาเท่ไม่หยอกใครเลย

เมืองนี้เหมาะสำหรับทำกิจกรรมในร่มมากกว่าจะออกไปข้างนอก การศึกษาของผู้คนถือว่าจบกันค่อนข้างสูงโดยที่เกือบๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ของคนในเมืองจบการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี สำหรับรัฐวอชิงตันนี้บริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกถือกำเนิดขึ้นทีนี่เช่น Micorsoft, Amazon, Boeing และก็กาแฟ Starbuck เป็นต้น

ในด้านดนตรีก็ต้องยอมรับว่า Seattle Sound ถือได้ว่าเป็นสายพันธุ์เพลงร็อคที่รุนแรงและกราดเกรี้ยวพอสมควรโดยมีหัวหอกของแนวเช่น Nirvana ที่เป็นต้นแบบของความแรงแบบ grunge เพราะจากบรรยากาศแล้วเด็กๆ หรือว่าวัยรุ่นคงอยากจะหาทางระบายอารมณ์บ้างเหมือนกันเพราะอยู่แต่ในบ้านก็คงจะรู้สึกอึดอัดดังนั้นถ้าได้เล่นดนตรีแรงๆ ในโรงรถก็เป็นทางหนึ่งที่ได้ปลดปล่อยพลังของวัยรุ่นออกมาพอมาอยู่ที่นี่แล้วเลยไม่แปลกใจเลยที่ Seatel Sound มีสำเนียงดนตรีออกมารุนแรงและค่อนข้างกราดเกรี้ยวแบบนั้น

ถ้าใครรักดนตรีที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ดนตรีที่ทำได้ค่อนข้างเจ๋งมากๆ สร้างโดยผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ท่านหนึ่งอยู่ตรง Seattle Center ตรงหน้า Space needle สัญญลักษณ์ของเมืองที่สร้างในงาน World fair ปี 1960 ที่เรียกว่า EMP หรือ Experience Music Project ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2000 โดยการออกแบบของตัวอาคารก็ดูบิดๆ เบี้ยวๆ ดูแล้วแนวไปอีกอย่างถ้าใครมาที่นี่แนะนำให้เข้าไปเข้าชมแล้วจะไม่ผิดหวังเลยครับ ที่นี่ก็มีอีกหลายพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจเช่น Museum of Flight และก็ Children Museum ที่ในบริเวณ Seattle Center ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของหลายๆ อย่างเป็นจุดศูนย์กลางของ Tourist Attraction ของเมืองเช่น EMP พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แล้วก็พิพิธภัณฑ์เด็ก(ไม่อนุญาตให้เข้าถ้าไม่มีเด็กมาด้วย ถือว่าเป็นมาตรการทางด้านความปลอดภัยที่ดีมาก)

ส่วนตัวบริษัท Boeing ที่เมือง everett ก็เป็นอีกที่ถ้ามีโอกาสก็น่าจะไปดูอาคารปิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีพื้นที่ประมาณหนึ่งตารางกิโลเมตรเอาไว้ผลิตเครื่องบินจัมโบ้เจ็ท 747 แต่ตอนนี้ได้ย้ายฐานการผลิตไปที่อิลลินอยเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังมีการผลิตอยู่สำหรับเครื่องรุ่นใหม่ๆ เช่น 777 หรือว่า the upcming Dreamliner 787 เครื่องขนาดกลางรุ่นใหม่ที่ว่ากันว่าประสิทธิภาพเจ๋งสุดๆ โดยเฉพาะระบบปรับความกดอากาศภายในเครื่องที่ทำให้ใกล้เคียงกับอากาศบนระดับน้ำทะเลทำให้ถ้าเดินทางในระยะไกลแล้วผู้โดยสารจะไม่รู้สึกเพลียหรือขาดน้ำเหมือนเครื่องบินรุ่นเก่าๆ ทุุกรุ่น(เค้าว่างั้นนะ)

มา WA แล้วถ้าไม่พูดถึง Microsoft ก็คงจะไม่ใช้เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ซื้อเมืองเป็นเมืองๆ เอาไว้ทำเป็นออฟฟิศพร้อมทั้งซื้ออีกเมืองเป็นที่พักพนักงานของบริษัทซึ่งมีพร้อมสรรพทุกอย่างในเรื่องของความอำนวยความสะดวกไว้ให้ จะว่าไปบรรยากาศที่นี่เหมาะสำหรับให้โปรแกรมเมอร์มาอยู่จริงๆ เพราะว่าทั้งวันนี่แทบไม่อยากจะออกไปไหนด้วยบรรยากาศแบบอึมครึมๆ ฝนจะตกแหล่มิตกแหล่จนเอามาทำเป็นฉากหลังให้กับหนังสือและหนังเรื่อง Twilight ในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Fork นั่นเอง

ตอนนี้ก็คงได้เวลาเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเตรียมเดินทางต่อไปยังเมือง Chicago ที่มลรัฐ IL หรือ Illinoi ว่าแล้วเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ไปดีกว่า..

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Another day in CA

วันนี้ไปวิ่งรถดูตามเมืองต่างๆ รอบๆ แอลเอเผื่อดูว่าจะทำอะไรได้มั่งไล่จาก Fullerton ซึ่งมีมหาวิทยาลัยและคอลเลจเข้าท่าๆ อยู่เช่น Cal State Fullerton เมืองนี้คนมีเงินเยอะพอสมควรดูจากหมู่บ้านที่อยู่ในบริเวณ อีกอย่าง Cal State ที่นี่เด่นมากเรื่องคณะบริหารธุรกิจตรงนี้คงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศิษย์เก่าซึ่งมีความภูมิใจในตัวมหาวิทยาลัยย้ายมาอยู่ใกล้ๆ เพราะรู้ว่าคุณภาพเมืองและคนที่อยู่ในเมืองถือว่ามีคุณภาพ ส่วนหนึ่งบอกได้จากสภาพตึกรามบ้านช่องถนนหนทางที่ดูสะอาดสะอ้านและก็ดูที่ยี่ห้อและรุ่นของรถที่ขับๆ กันอยู่

จากนั้นก็วิ่งไปเมืองของดิสนี่ยและทีมเบสบอล LA Angel คือ Anahiem จากที่ไม่ได้มาหลายปีเมืองนี้ก็ยังถือได้ว่าเป็นเมืองที่เข้าท่าอีกเมือง คนเอเซียที่อยู่ในเมืองนี้ส่วนมากเป็นชาวเวียดนาม แต่ข้ามไปไม่ไกลจากนี้เป็นชาวเกาหลีส่วนชาวจีนและไต้หวันออกไปอีกเมืองซึ่งไม่ไกลกันมากนักห่างกันถ้าวิ่งบนฟรีเวย์ก็ประมาณยี่สิบนาทีซึ่งก็ถือว่าไม่ไกล

ส่วน Irvine เมืองที่อยู่ห่างออกไปอีกหน่อยที่ตั้งของบริษัทหูฟังชั้นนำที่ก่อตั้งโดย Jerry Harvey คือ Ultimate ears ซึ่งถูก Logitech เทคโอเวอร์ไปในช่วงสองปีมานี้จากที่เคยฟู่ฟ่าในสมัยที่ UE เข้าไปตอนนี้อัตราการขยายตัวยังพอมีแต่ว่าค่อนข้างจะเติบโตไม่มากนัก จุดเด่นของที่นี่ก็คงจะไม่หนีเรื่องมหาวิทยาลัยเช่นกัน แถวๆ นี้ถ้าที่ไหนมีมหาวิทยาลัยเยี่ยมๆ อยู่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะค่อนข้างดี ยิ่งช่วงนี้แต่ละมหาวิทยาลัยพยายามจะดึงเอานักศึกษาจากประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียเข้าไปเพื่อจะดึงกระแสเงินเข้ามหาวิทยาลัยให้มากขึ้นเพราะถูกพี่คนเหล็กตัดงบประมาณไปเยอะพอดูเหมือนกัน เลยต้องเปลี่ยนเป้าหาเงินกระเป๋านอกประเทศเข้ามาเสริมเพราะว่าบ้านเมืองแถวๆ บ้านเราถ้าส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้ก็แสดงว่ามีฐานะค่อนข้างดีทีเดียว

บางเมืองใน CA นี้มีชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่มาซื้อบ้านไว้เป็นจำนวนมาก บางเมืองเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ถูกคนจีนซื้อไปเรียบร้อยเพื่อว่าจะได้เอาลูกมาเรียนที่นี่ได้ง่ายแถมมีโอกาสที่จะทำเรื่องให้ลูกเป็นชาวอเมริกันได้ด้วย อีกอย่างคนที่นี่สนใจที่จะเรียนภาษาจีนกันมากขึ้นแล้วจากงานการวิจัยพบว่าเด็กนักศึกษาส่วนใหญ่อยากจะเข้าไปทำธุรกิจกับจีนแผ่นดินใหญ่กันหรือไม่อย่างน้อยก็อยากจะเข้าไปศึกษาในภาคฤดูร้อนที่โน่นกันไม่ใช่น้อยๆ เลย จะว่าไปเดินๆ แถว CA รู้สึกไม่ค่อยแปลกถิ่นเท่าไหร่เพราะคนหน้าตาคล้ายๆ กับเรามีเยอะมากๆ ถ้าใครส่งลูกมาเรียนแถวๆ นี้เด็กๆ คงไม่ค่อยรู้สึกว่าต้องปรับตัวอะไรมากเท่าไหร่แต่ถ้าเป็นไปได้ส่งลูกข้ามไปฝั่งตะวันออกได้จะเจ๋งมากเพราะแค่สำเนียงภาษาก็กินกันขาดแล้ว แต่ว่าก็คงปรับตัวกันมากนิดนึงซึ่งจะว่าไปสิ่งนี้แหละเป็นสิ่งดีเพราะการปรับตัวเป็นขั้นตอนหนึ่งของวิวัฒนาการ...

ผู้ติดตาม