วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สัญชาตินั้นสำคัญไฉนหนอ..

ช่วงนี้เจอแต่คนเอาเรื่องสัญชาติมาพูดซึ่งจะว่าไปถ้าใครที่ไม่ได้มีโอกาสต้องเดินทางไปทำธุรกิจหรือว่าไปทำงานที่ต่างประเทศก็คงไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่แต่ในวงสังคมระดับสูงแล้วละก็เรื่องนี้เท่าที่ทราบมาก็เป็นเรื่องที่ทำกันจนเป็นปกติยิ่งครอบครัวใดที่พ่อแม่ได้เรียนจบมาจากต่างประเทศแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นิยมทำกันมากก็คือให้ลูกไปเกิดที่ต่างประเทศเพื่อให้ได้สัญชาติของประเทศนั้นๆ ส่วนมากก็มักจะเป็นประเทศที่มีความเจริญในระดับที่เป็นที่ยอมรับกันเช่นอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และอื่นๆ ซึ่งผมก็เห็นเค้าทำกันอย่างนี้เป็นปกติเพราะว่าเด็กคนนั้นจะได้เปรียบเด็กคนอื่นๆ เป็นจำนวนมากด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ขึ้นอยู่กับ"พื้นฐานความรู้ความคิดและวิสัยทัศน์ของพ่อแม่เด็ก"เป็นหลัก..

ถามว่าเสียหายอะไรหรือไม่มองเผินๆ โดยทั่วไปก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรเพราะมีช่องว่างทางสังคมและกฎหมายมีอยู่ในระดับหนึ่งที่ทำให้มีคนสองสัญชาติในบ้านนี้เมืองนี้อยู่เยอะแยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อาศัยอยู่ในเขตติดต่อกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้านซึ่งกลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ เรื่องตามแนวตะเข็บชายแดนจนช่วงปีหลังๆ มานี้ทางรัฐบาลบังคับให้บุคคลเหล่านั้นต้อง"เลือก"ที่จะเอาสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งเพียงเท่านั้นด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงของประเทศ

ตัวผมเองก็มีเพื่อนมีพี่มีคนรู้จักที่ถือสองสัญชาติอยู่หลายท่านเหมือนกันและแต่ละท่านก็น่ารักซึ่งเท่าที่ผมรู้บุคคลเหล่านี้เวลาเดินทางออกนอกประเทศก็จะ"เลือก"สัญชาติในการเดินทางในแต่ละครั้งที่แตกต่างกันตามแต่ผลประโยชน์ที่เค้าจำเป็นต้องไปติดต่อ ยกตัวอย่างว่าไปติดต่อธุระในประเทศแถบอเมริกาใต้ก็จะเลือกถือ passport ไทยเพราะยุ่งยากและเป็นที่เพ่งเล็งน้อยกว่าถือ passport อเมริกันเป็นต้น ดังนั้นหลักฐานในการเดินทางออกจากประเทศทั้งต้นทางและปลายทางมักจะตรงกันและแน่นอนจะมีหลักฐานในการเดินทางทั้งสองสัญชาติิอยู่ในมือขึ้นอยู่กับว่าจะ"เลือก"เอาหลักฐานการเดินทางของชาติไหนมาใช้แค่นั้นเอง

แต่ก็มีพี่บางคนก็เลือกที่จะถือสัญชาติเพียงหนึ่งเดียวเพราะลดความยุ่งยาก ซึ่งผมเคารพความคิดตรงนี้ของท่านมากๆ เนื่องจากว่าถ้าคุณตกลงใจเลือกแล้วว่าจะเป็นคนสัญชาติไหนไปแล้วก็ควรที่จะปฏิบัติตัวตามกฎกติกานานาชาติที่ตกลงกันไว้แต่ยังไงจิตวิญญาณไทยก็ยังคงอยู่และเชื้อชาติไทยนั้นก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ซึ่งผมถือว่าคนแบบนี้เป็นผู้ที่ยึดถือหลักการ เรียกได้ว่าเป็น"ผู้หลัก"เพราะมีหลักการและเป็น"ผู้ใหญ่"เพราะมีความคิดวิจารณญาณตรงตามอายุที่ผ่านมาของท่านเพราะไม่อย่างนั้นการเอาเปรียบทางสัญชาติทำให้เรากลายเป็นคน"เห็นแก่ได้และประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความถูกต้อง" แต่คนที่ผมรู้จักก็เป็นเพียงแต่คนเดินดินหากินไปวันๆ ตามปกติของบุคคลทั่วไปเท่านั้นไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรมากมายการตัดสินใจจะเลือกเป็นบุคคลสัญชาติไหนก็เป็นเรื่องส่วนตัวอยู่ในระดับครอบครัวซึ่งก็มีสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในระดับนึงซึ่งไม่ขอก้าวก่ายแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับบุคคลสาธารณะยิ่งเป็นบุคคลที่มีอำนาจการตัดสินใจที่กระทบต่อบุคคลในวงกว้างโดยเฉพาะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในการบริหารประเทศเป็นคนที่สามารถตัดสินใจแทนบุคคลในประเทศนั้นๆ ได้ตรงนี้ที่ผมห่วง..

อาโนลด์ The คนเหล็ก เป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเค้ามีสิทธิที่จะเป็นเพราะเป็นคนเชื้อชาติออสเตรีย(ไม่ใช่ออสเตรเลีย) สัญชาติอเมริกัน แต่ถ้าอดีตพี่บึ้กต้องการจะเป็นประธานาธิบดีของประเทศอเมริกาแล้วตรงนี้เป็นไปไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดไม่เอื้อ เนื่องจากว่าบุคคลที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้นอกจากถือสัญชาติอเมริกันแล้วยังต้องมีเชื้อชาติอเมริกันซึ่งก็น่าจะเป็นแบบนั้นเพราะถ้าคุณจะบริหารประเทศแล้วละก็คุณก็ต้องเป็นคนที่นั่นอย่างแท้จริง "ผู้นำจะเลือกแทงกั๊กหรือเหยียบเรือสองแคมไม่ได้" เพราะการตัดสินใจในระดับประเทศคุณจะกั๊กไม่ได้ ถ้าคุณเลือกจะแทงกั๊กคุณก็ไม่สมควรจะเป็นผู้นำประเทศเพราะเราไม่อาจจะเอาชีวิตของคนทั้งประเทศไปฝากกับบุคคลที่แม้จะเลือกว่าตัวเองจะเป็นคนสัญชาติอะไรเพียงสัญชาติเดียวยังทำไม่ได้แล้วจะให้ไปตัดสินใจเรื่องอะไร เพราะ"เรื่องของตัวเองยังสับสนตัวเองอยู่"

บุคคลที่จะเป็นผู้นำต้องกล้าตัดสินใจจะเลือกอะไรก็เลือกเอาซักทาง อย่าเอาช่องว่างเรื่องใบสมัครเป็นตัวแทนประชาชนหรือเอกสารการเดินทางมาอ้างเพราะคนที่เค้ารู้ว่าคุณเบี่ยงประเด็นนั้นยังมีอยู่ ไม่รู้สินะผมเห็นคนที่เบี่ยงประเด็นหลอกเด็กหลอกชาวบ้านหากินไปวันๆ แล้วต้องมาทำหน้าที่มาตัดสินใจแทนเราในสภาแล้วมันอนาถใจชอบกลว่า "พณฯ ท่านและคณะคิดว่าคนในบ้านนี้เมืองนี้"โง่"ขนาดนั้นเลยหรือ" ถ้าดูถูกประชาชนว่า"โง่"ขนาดนี้แล้วท่านและคณะจะพัฒนาและบริหารประเทศนี้ให้เดินไปข้างหน้าต่อไปได้อย่างไร ตอนนี้รับฟังข่าวสารรู้สึกว่าบ้านเราก้าวถอยหลังไปยังสมัยที่ผมยังเด็กที่ข่าวการปะทะกับประเทศเพื่อนบ้านมีให้ฟังรายวัน ถ้าบริหารแล้วบ้านเมืองถอยหลังไปสามสิบกว่าปี พณฯ ท่านน่าจะตัดสินใจอะไรซักอย่างกับชีวิตของพณฯ ท่านได้แล้วนะครับอย่าทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิที่ไม่สมฐานะของท่านอีกเลย จะเป็นผู้หลักก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิงเหมือนเด็กเล่นขายของไปวันๆ เฮ้อ..


วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

[ความประทับใจ] Burlesque หรือว่านี่คือ Coyote Ugly รีเมค





ได้ดูภาพยนตร์เพลงอีกเรื่องที่ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดไว้นิดนึงคือ Burlesque ที่พึ่งได้รับรางวัล Best Original Song จากเวทีลูกโลกทองคำมาจากนักร้องสาว(เหลือ)น้อยเสียงใหญ่ Cher ซึ่งห่างหายจากจอไปนาน จะว่าไป Cher เป็นนักร้องคนนึงที่มีฝีมือการแสดงในระดับที่ดีซึ่งจะว่าไปก็หายากอยู่เหมือนกัน มาเรื่องนี้ Cher ได้ประกบกับนักร้องสาวอายุคราวลูก Christina Aguilera ซึ่งก็พึ่งเห็นเธอแสดงหนังนี่แหละแต่ก็ถือว่าสอบผ่านแบบสบายๆ กับบทที่เธอได้รับซึ่งไม่ได้ต้องแสดงอารมณ์อะไรหลากหลายนักนอกจากร้องและเต้นตามรูปแบบของภาพยนตร์ประเภทนี้

สำหรับบทนั้นถ้าใครชื่นชอบภาพยนตร์แนวเดียวกับ Coyote Ugly(เป็นภาษาอินเดียนอ่านว่า ไคโยตี้ มิใช่ โคโยตี้)ซึ่ง plot ก็คือเด็กสาวบ้านนอกหนีเข้ามาในกรุงเพื่อไล่ตามฝันของตนส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อก็คงจะเดาได้ไม่ยากส่วนตัวว่ามันคล้าย Coyote Ugly เกินงามไปนิดนึงทั้ง plot หลักและรองแต่ยกประโยชน์ให้จำเลยในส่วนของโปรดักชั่นซึ่งทำได้ดีนะในสายตาของผมทั้งฉากและเครื่องแต่งกายทำออกมาได้ครบเครื่องของการแสดงที่เรียกว่า Burlesque ซึ่งก็คือการแสดงลิปซิงก์ประกอบการเต้นในท่าทางที่ยั่วยวนและแต่งตัวโชว์เนื้อหนังนั่นเอง

เพลงประกอบเป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของเรื่องเพลงดีมากทุกเพลงเลยก็ว่าได้ครับเปิดฟังกับหูฟังนี่ทำเอาเพลินลืมเวลาเลยทีเดียว เสียงที่อัดมาในหนังก็อัดมาดีมากขอชมทีมงานผสมเสียงของโซนี่ครับ เสียงต่ำแน่นลึกดี เสียงแอมเบี๊ยนในฉากของบาร์ก็สมจริงดีมากๆ โดยเฉพาะไฟในเพลงปิดเรื่องนี้ชอบจริงๆ จัดไฟง่ายมากๆ แต่คนเล่นไฟฝีมือไม่ธรรมดาทำให้ไฟธรรมดากลายเป็นไม่ธรรมดาได้ ส่วนเสียงร้องเพลงของสองเสือสาวแห่งวงการเพลงทั้งสาวใหญ่ Cher และสาวน้อย Christina Aguilera ถือได้ว่าร้องได้มาตรฐานอยู่แล้วทำให้ไม่แปลกใจที่สองเพลงจากทั้งสองท่านนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ของลูกโลกทองคำ

สรุป: ใครมีเวลาแล้วอยากดูหนังที่ไม่ต้องคิดอะไรมากนักเน้นฟังเพลงและดูไฟประกอบฉากประกอบที่จัดได้ดี พร้อมทั้งให้แง่คิดเล็กน้อยกับชีวิตที่น่าเบื่อนี้บ้างก็หามาดูเถอะครับไม่เสียดายตังค์แน่นอน

ส่วนที่ชอบจริงๆ ของบทในเรื่องนี้ก็คือความเป็น"นักสร้างโอกาสให้กับตัวเอง"(ไม่อยากเรียกว่าฉวยโอกาสเพราะจะกลายเป็นภาพในเชิงลบ)ของนางเอกนี่ประทับใจครับ ดูจบนึกถึงผู้ได้รับรางวัลโนเบลท่านนึงซึ่งก็คือ Muhamed ElBaradei ที่ไม่ยอมนั่งงอมืออมนิ้วเท้ารอโอกาสแต่รู้จักสร้างโอกาสให้กับชีวิตของตนจนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกคือได้รับรางวัลโนเบลในที่สุด และอีกหนึ่งบทบาทที่ท่านได้บินมาเข้าร่วมกับผู้ชุมนุมจำนวนหลายแสนหรืออาจจะเป็นเรือนล้านพลิกประวัติศาสตร์อียิปต์บ้านเกิดในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เพราะคำปราศรัยของเค้าผ่าน youtube ทำเอาคนรุ่นใหม่ออกมาเดิมร่วมกับเค้าที่จัตุรัส Tahrir จนเกินควรเกินคาดซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นที่ประเทศอียิปต์

เพียงคนๆ นึงที่รู้จักสร้างโอกาสให้กับตนสามารถทำให้เกิดสิ่งยิ่งใหญ่ขึ้นได้ไม่เหมือนคนอีกจำนวนมากที่มักจะรอคนเอาโอกาสมาหยิบยื่นให้ ซึ่งรอให้ตายก็คงไม่มีใครมอบให้หรอกนอกจากจะสร้างขึ้นเอง...


ขอให้มีความสุขกับการดูหนังและฟังเพลงครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

oops ปทาน

การฟังเพลงหรือว่าเล่นดนตรีเป็น"ศิลปะ"และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อนั้นก็คงต้องยอมรับกันว่าเป็นเรื่องของ"อารมณ์" ข้อมูลหรือความแตกต่างทางเทคนิคต่างๆ ที่นำมาประกอบหรือเพิ่มให้กับอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างอารมณ์บางครั้งก็มีเรื่องขออุปทานก็มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

คหสต. ผมถือว่าอุปทานเป็นอุปกรณ์หลักอย่างหนึ่งในการเล่นเครื่องเสียงเพราะช่วย"สร้างหรือเพิ่ม"อารมณ์ในการฟังเพลงให้กับเราได้(บางครั้งช่วยเสริมให้ดีขึ้นได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์) หลายๆ ครั้งที่ฟังเพลง cover ถ้าอารมณ์ของคนร้องและเล่นได้ไม่ถึงกับอารมณ์ของเพลงทำให้งานดนตรีดีๆ ถึงขั้นวิบัติไปเลยก็มีเพราะร้องและเล่นกันไปตามเนื้อหรือโน๊ตในกระดาษไม่ได้ร้องออกมาจากใจ แม้จะร้องและเล่นได้ถูกต้องตรงกับที่พิมพ์ไว้เป๊ะๆ แต่ก็ไม่ถือว่าร้องและเล่นเพลงนั้นๆ ได้"ถูกต้องและตรง"ตาม"อารมณ์"ของผู้แต่ง ดังนั้นถ้าคนร้องคนเล่นสามารถเค้นความสามารถออกมาโดย"ร้องและเล่นออกมาด้วยใจ" หากผู้ฟังเปิดใจรับรู้รับทราบอารมณ์นั้นๆ ไว้ก็จะสามารถ"เข้าถึง"อารมณ์ของเพลงนั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น...

เท่าที่ทราบในปัจจุบันนี้ยังไม่มีอุปกรณ์ตัวไหนวัดค่าความต่างทางอารมณ์ได้ดังนั้นผมก็คงต้องอาศัยอุปทานช่วยในการฟังเพลงต่อไป หิหิ

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไอยคุปต์ในความทรงจำ part 3

ผู้นำเป็นตัวกำหนดทิศทางประเทศไม่ว่าจะเป็นด้านใดเพราะผู้นำคือต้นแบบ เป็นผู้ตัดสินใจกำหนดชะตาและทิศทางของประเทศว่าจะให้วิ่งสู้ฟ้าหรือดิ่งพสุธาลงไปในห้วงเหว ดังนั้นหากได้ผู้นำดีประเทศก็สามารถพัฒนาต่อเนื่องไปได้แต่ยังไงก็ตามผู้นำมีทั้งที่ดีและก็ไม่ดีส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับบุญกรรมของประเทศแล้วก็ทัศนคติแง่คิดมุมมองของคนในบ้านเมืองที่ช่วยกันเลือกขึ้นมาตามระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ว่ากันว่าดีที่สุด(ในตอนนี้) อียิปต์โบราณมีผู้น้ำที่เก่งมากๆ หลายต่อหลายพระองค์ได้ฟาโรห์เก่งๆ มาบริหารก็มากมายรวมไปถึงผู้นำจากประเทศจากยุโรปทั้งกรีกและโรมัน แม้ในตอนหลังที่อาณาจักรจากทางตะวันออกทั้งเปอร์เชียและออตโตมันมาปกครองนับตั้งแต่สมัยของซาลาฮ์ดิน(Salahadin)ผู้ที่นำกองกำลังทหารมุสลิมขับนับรบครูเสดออกจากเยรูซาเล็มได้สำเร็จจนมาถึงผู้นำที่มีเชื้อสายออตโตมันเช่นมูฮัมหมัดอาลี(Muhammad Ali of Egypt)ซึ่งท่านผู้นี้ถือว่ามีพระคุณกับประเทศอียิปต์ในยุคหลังเป็นอย่างมากเรียกได้ว่ารากฐานหลายๆ อย่างเช่นระบบการศึกษา ศาสนา ศิลปะ ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจและการทหาร

แม้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำของมูฮัมหมัดอาลีจะค่อนข้างโหดร้ายคือเรียกผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามของตนมาพบในมัสยิดที่สวยและใหญ่มากๆ ที่เค้าได้สร้างไว้(ปัจจุบัน Muhammad ali Mosgue เป็นหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยี่ยมยมและศพของมูฮัมหมัดอาลีก็ถูกบรรจุไว้ที่มัสยิดแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต old cairo) เมื่อทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้วมูฮัมหมัดอาลีก็ได้สังหารทุกคนจนสิ้นชีวิตในมัสยิดนั้นนั่นเอง เมื่อทุกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนถูกำจัดหมดแล้วมูฮัมหมัดอาลีก็เริ่มปฏิรูปประเทศมากระทั่งทุกวันนี้ ถามคนอียิปต์หลายๆ ท่านว่าผู้นำท่านใดที่ตัวเค้าคิดว่ามีพระคุณต่อประเทศอียิปต์มากๆ เกือบทุกคนมักจะยกให้มูฮัมหมัดอาลีเป็นบุคคลคนนั้นด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น สาเหตุอีกอย่างก็น่าจะเป็นเพราะว่าอยู่ในยุคที่ผ่านมาไม่นานมากประกอบกับสิ่งที่ทำให้เป็นประเทศอียิปต์อยู่ในทุกวันนี้ได้

จำเห็นได้ว่าผู้นำที่เป็นที่จดจำของผู้คนก็คือผู้นำที่สร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นให้กับประเทศในด้านต่างๆ นั่นเองไม่ใช่ผู้นำที่พูดเก่งมีชั้นเชิงการเมืองเยี่ยมแต่ว่าไม่รู้วิธีบริหารบ้านเมืองให้ประชาชนพอกินพอใช้ได้อยู่กันอย่างสงบสุขในแนวทางแห่งสันติวิธี ผู้นำท่านต่างๆ ที่ผ่านมาของอียิปต์หลายต่อหลายท่านเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างโอกาสให้กับตนซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้นำ การศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดผู้นำแบบนี้ขึ้นมาได้แต่ไม่ใช่การศึกษาที่สอนแต่ให้รู้ การศึกษาที่ว่านี้คือการสอนให้คนได้รู้จักพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าทั้งทางความรู้และการดำเนินชีวิตซึ่งเรื่องของครอบครัวก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเนื่องจากเป็นผู้กำหนดทิศทางของความคิดให้เกิดกับตัวของผู้ที่ได้รับการศึกษา ตอนนี้ประเทศอียิปต์ประสบปัญหาในด้านการศึกษาเพราะจำนวนผู้ที่ไม่รู้หนังสือมีกว่า 30% จากจำนวนประชากรของประเทศทั้งหมดซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่าผู้นำที่บริหารบ้านเมืองอยู่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้เอาใจใส่กับเรื่องของการศึกษาเลย โรงเรียนของรัฐกับโรงเรียนของเอกชนผลิตเด็กออกมามีคุณภาพต่างกันแทบจะเรียกได้ว่าฟ้ากับเหว ได้เจอเด็กจากโรงเรียนทั้งสองแบบนี้รู้สึกอนาถใจกับชะตากรรมของเด็กที่โอกาสด้อยกว่าเพราะว่ามันช่างต่างกันเหลือเกินต่างกันกระทั่งแววตาและท่าทางการแสดงออกที่ปรากฏให้เห็น แม้เด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยก็ไม่รู้จักที่จะสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นกับตนเอง มักจะรอเรียกร้องให้มีผู้คนมาช่วยเหลือตนทั้งๆ ที่ตนเองนั้นแหละที่สำคัญที่สุด มีจำนวนนักศึกษาที่จบการศึกษาออกมาเป็นจำนวนมากแต่ก็ตกงานกันเป็นจำนวนมากเช่นกัน หลายๆ คนเลือกที่จะส่งเสริมลูกหลานของตนให้ศึกษาในด้านที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพราะ 11% ของ GDP อียิปต์มาจากการท่องเที่ยวนอกนั้นก็เป็นเรื่องของการเกษตรและสิ่งทอ ดังนั้นสาขาวิชาหลักๆ ที่เด่นๆ ของประเทศอื่นๆ ตกงานกันเป็นแถบแม้ว่าคุณภาพของคนจะไม่ด้อยกว่าประเทศอื่นก็ตามแต่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ก็ไม่ยอมที่จะสร้างโอกาสให้เกิดแก่ตน ตรงนี้มีบุคคลท่านนึงซึ่งไม่รอโอกาสหลังจากที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไคโรแล้วได้ออกสร้างโอกาสให้เกิดกับตนในภายนอกประเทศเพราะสภาพภายในประเทศไม่เอื้อจนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในที่สุด บุคคลท่านนี้ชื่อว่า Muhamed ElBaradei ซึ่งเท่าที่เห็นประเทศที่ไม่ค่อยมีการพัฒนาทางด้านความคิดซักเท่าบุคคลเก่งๆ มักจะออกไปสร้างตนเองนอกประเทศกันที่บ้านเราเรียกว่าสมองไหลเพราะโอกาสในประเทศของตนเองนั้นไม่เอื้อเนื่องจากกลุ่มบุคคลหลายๆ กลุ่มเกรงจะเสียผลประโยชน์นั่นเอง

มาถึงวันนี้เกิดเหตุการณ์จราจลขึ้นในประเทศอียิปต์เพราะประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ เริ่มเห็นว่าโอกาสของตนเองนั้นไม่มีทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษาและสังคม อันมีสาเหตุมาจากกลุ่มคนที่มีอำนาจอยู่ในบ้านเมืองในขณะนี้ ยิ่งผลการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาออกมาแบบขัดกับความรู้สึกทำให้กลุ่มคนเหล่านี้อดทนกับสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจของตนมาเป็นเวลาช้านานกว่าสามสิบปีจนระเบิดออกมาในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้บุคคลท่านหนึ่งออกมาร่วมเดินประท้วงกับชาวอียิปต์ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Muhamed ElBaradei นั่นเองที่กลับบ้านเกิดของตนมาเดินอยู่แนวหน้าร่วมกับพี่น้องชาวอียิปต์ผู้รักชาติอยากจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในบ้านเมืองซึ่งเสียหายจากการบริหารของรัฐบาลสร้างภาพมานานกว่าสามสิบปี ถ้าใครได้ไปกรุงไคโรมาจะเห็นถนนที่ออกจากสนามบินมาจนถึงเขตที่พักของชาวต่างชาตินั้นสวยงามมาก แต่ตอนที่ผมไปเผอิญอยากได้รสชาติของชาวบ้านชาวเมืองเค้าจริงๆ เลยเลือกพักในกลางกรุงของเค้าเลยในเขตที่คนของเค้าอยู่กันจริงๆ ทำให้ได้ภาพที่น่าประทับใจกับบ้านนี้เมืองนี้เยอะเลยครับ สภาพเมืองหลวงที่มีคนอยู่กันไม่มากมายแค่ 22 ล้านคนนั้นบนถนนหนทางในชั่งโมงเร่งด่วนนี่สุดๆ

สรุป: ประเทศอียิปต์นั้นเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในยุคหลายพันปีก่อนเพราะได้ผู้นำที่มีความสามารถบริหารช่วยสร้างบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองมีอาหารอุดมสมบูรณ์มาหลายๆ ต่อหลายท่านแต่สิ่งเหล่านั้นมันคืออดีต อดีตมันก็คืออดีตแต่ว่าสามารถใช้นำมาปรับปรุงแก้ไขหรือวางแผนรองรับสิ่งที่จะเกิดกับบ้านเมืองในปัจจุบันได้เช่นกันเพราะยังไงประวัติศาสตร์ก็มักจะล้อกับของเดิมอยู่แล้วถ้าบริหารบ้านเมืองดีประชาชนอิ่มหนำสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของตนไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครเอาของมามอบหรือส่งกำลังใจให้รู้จักคำว่า"ตนเป็นที่พึ่งของตน" เมื่อนั้นบ้านเมืองแม้จะเจอวิกฤติแค่ไหนก็สามารถจะกลับพลิกฟื้นคืนกลับขึ้นมาเหมือนเดิมหรือแม้กระทั่งดีกว่าเดิมได้ในที่สุด ประเทศอียิปต์ขาดอยู่อย่างเดียว ขาดผู้นำที่คิดจะพัฒนาประเทศเหมือนกับฟาโรห์หลายๆ พระองค์และผู้นำที่สุดยอดอีกหลายๆ ท่านที่ประเทศเคยมีมา

ผู้นำสร้างภาพแม้จะดูดีพอช่วยให้กำลังใจอะไรได้บ้างในช่วงแรกแต่ถ้าเวลาผ่านไปก็ยังรู้จักแต่สร้างภาพฝันไม่ได้ทำความจริงให้ปรากฏเมื่อนั้นถ้าประชาชนอดรนทนไม่ไหวขึ้นมาสภาพบ้านเมืองก็คงจะเกิดจราจลเพราะกลุ่มคนที่โกรธแค้นนั้นสามารถจะทำอะไรก็ได้ไปตามอารมณ์ของตน คนเราบางคนเกิดมาเป็นผู้นำคนบางคนเกิดมาเป็นได้แค่เพียงที่ปรึกษาตัวเราเองต้องบอกตัวเราเองให้ได้ว่าเรามีความสามารถอยู่ในระดับไหนต้องรู้จักประเมินตัวเองให้ได้อย่าหลอกตัวเอง หลายท่านเป็นที่ปรึกษาที่สุดยอดแต่เป็นผู้นำที่สุดแย่คล้ายๆ กับกรณีของขงเบ้งในสามก๊กเพราะตอนที่เป็นที่ปรึกษาเปรียบเหมือนเป็นโค้ชไม่ได้ลงไปเล่นเองในสนาม มุมมองจะกว้างกว่าความกดดันก็จะน้อยกว่ากัปตันทีมที่วิ่งอยู่ในลาน เมื่อวันใดวันหนึ่งต้องลงไปวิ่งเองแล้วก็จะรู้ว่า ออ ความสามารถของเรามันดีเฉพาะเป็นคนวางแผนไม่ใช่ตัวเล่น แต่พอวันนั้นมาถึงก็อาจจะสายไปเสียแล้วถูกฝั่งตรงข้ามอัดเอาซะยับจนรู้สึกขยาดเวทีทำให้บ้านเมืองเสียที่ปรึกษาดีๆ ไปมากๆ ต่อมาด้วยเหตุนี้ก็มีเหมือนกัน ดังนั้นต้อง"หมั่นประเมินตัวเองให้บ่อยๆ" มีความจำเป็นต้องทำอยู่ทุกวันแล้วก็ให้โอกาสคนที่เก่งกว่าดีกว่า ชื่นชมผู้ที่มีความสามารถแล้วเราจะได้พวกแม้จะไม่ได้เป็นหัวหน้าเค้าแต่ก็สามารถทำให้เค้ามาช่วยเราได้ในตอนที่ต้องการ "ทำงานกันเป็นทีมช่วยกันคิดแบ่งกันทำ"แบบนี้ประเทศชาติบ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้าได้ในที่สุด

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไอยคุปต์ในความทรงจำ part 2

อารยธรรมอียิปต์รุ่งเรืองอยู่เป็นเวลานานด้วยฝีมือการบริหารของฟาโรห์หลายราชวงศ์ในยุคสี่พันปีก่อนก็ต้องถือว่าเทคโนโลยีและการสถาปัตย์รวมไปถึงการเมืองการปกครองของอียิปต์นั้นสุดยอดมากๆ ฟาโรห์หลายพระองค์ก็ทรงมีพระอัจฉริยภาพมากแต่ก็มีอีกหลายๆ องค์ที่บริหารไม่ค่อยดีนักทำให้เกิดปัญหาภายในแผ่นดินทำให้เกิดการล้มราชวงศ์ตามมาในที่สุด ฟาโรห์องค์เจ๋งๆ เช่นรามเสสที่ ๒(Ramesses II) ได้สร้างอนุสรณ์สถานหลายๆ อย่างทิ้งไว้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและมรดกทางสถาปัตยกรรมให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

หลายคนอาจจะมองว่าจะมีประโยชน์อะไรที่ไปดูเศษหินเศษดินถึงที่โน่นแต่อยากจะบอกว่าเศษหินเศษดินเหล่านั้นเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ที่ถูกปกครองมีต่อกษัตริย์ของเค้าถ้ารู้จักมอง การเค้นศักยภาพคนออกมาให้คิดสร้างอะไรขึ้นมาซักอย่างนั้นบางทีอาศัยระยะเวลาทั้งชีวิตของบุคคล หลายๆ ชิ้นใช้เวลาหลายชั่วอายุคนจึงจะแล้วเสร็จ ประเด็นหลักที่ควรจะสนใจก็คือทำอย่างไรถึงจะรีดศักยภาพของคนให้คิดทำสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้ หลายท่านก็บอกว่าก็ใช้กำลังทหารบังคับให้ทำสิซึ่งก็มีส่วนถูกแต่ว่าการที่จะสั่งสมศรัทธาและบารมีให้มากพอจะสั่งให้ทหารเป็นแสนนายทำตามที่ตัวเองต้องการก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง

การได้ไปอยู่ในสถานที่จริงแล้วยิ่งได้ศึกษาประวัติศาสตร์ก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ ด้วยจะทำให้การเดินทางไปนั้นไม่สูญเปล่าอีกทั้งบางทียังจะได้แง่คิดมุมมองอะไรที่ต่างจากที่เคยได้รับรู้เป็นการมองจากมุมของคนในพื้นที่หลายๆ ครั้งก็จะได้ข้อมูลที่น่าสนใจยกตัวอย่างเช่นว่าเท่าที่ได้ศึกษามาการก่อสร้างปีรามิดได้ใช้แรงงานทาสมากมายแล้วทาสเหล่านั้นก็ถูกกดขี่ห่มเหงอย่างไม่ปราณีระหว่างการก่อสร้างซึ่งก็เป็นอีกมุมมองนึงซึ่งเป็นไปได้ แต่ก็มีอีกมุมมองนึงที่พอได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นได้เห็นสุสานของทาสอยู่รอบๆ ปีรามิดซึ่งไกด์ก็ได้บอกว่าถ้าเกิดมีการทารุณกรรมทาสจริงก็ไม่มีความจำเป็นว่าต้องสร้างสุสานไว้ให้โดยรอบซึ่งก็อาจจะมองว่าก็จะได้ตามไปเป็นทาสในชีวิตหลังความตายตามความเชื่อของเพแกน(ศาสนาหลักในยุคนั้นที่ถือเอาเทพเจ้าเป็นที่พึ่ง) แต่ก็ถือว่าได้ข้อมูลอีกด้านจากคนในพื้นที่ซึ่งโชคดีว่าการไปรอบนี้ได้ไกด์ซึ่งเรียนอยู่ในระดับปริญญาเอกมีการวิเคราะห์เรื่องราวหลายต่อหลายเรื่องให้ฟังซึ่งก็น่าสนใจและมีความเป็นไปได้สูงมากเลยทีเดียว

ส่วนตัวที่ได้ฟังจากไกด์มาได้ทราบว่ายุคโน้นเกิดปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ทำให้ฟาโรห์มีความจำเป็นต้องแก้ไขแต่ว่าจะให้เอาสมบัติไปแจกก็คงจะเกิดจราจลขึ้นกลางเมืองดังนั้นจึงคิดสร้างงานให้มีการหมุนเวียนของสินทรัพย์ลงไปในถุงเงินหลักที่แฟบอยู่ซึ่งง่ายสุดก็คงจะหนีไม่พ้นการสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ซึ่งสามารถจะหมุนเวียนคนเข้ามาทำงานแล้วก็รับค่าตอบแทนไปใช้จ่ายแล้วก็จะพอช่วยให้เศรษฐกิจและปัญหาสังคมค่อยๆ ลดน้อยลงไปได้ เมื่อมีงานก็มีเงินเมื่อมีเงินก็มีการใช้จ่ายซื้อของเกิดการหมุนเวียนของเงินซึ่งไม่ว่ายุคไหนก็เป็นแบบนี้ คล้ายๆ กับตอนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า the great depression ก็มีการตัดทางด่วนระหว่างรัฐ(interstate) ขึ้นเพื่อช่วยสร้างความหวังโดยการขายฝันให้กับประชาชนว่าหลังจากที่ทางด่วนระหว่างรัฐนี้สร้างเสร็จเงินก็จะไหลเวียนไปได้สะดวกการค้าและเศรษฐกิจทุกอย่างจะฟื้นตัวขึ้นมาซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ดังที่บอกไว้ว่า "เมื่อมีการสร้างงานก็มีการจ้างงาน เมื่อมีการจ้างงานก็มีการจ่ายค่าตอบแทน เมื่อมีค่าตอบแทนการจับจ่ายใช้สอยก็เกิดขึ้นตามมา" ทำให้มีเงินเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจในที่สุด เหตุการณ์ในสมัยโบราณก็คงจะเป็นไปในทำนองเดียวกันดังนั้นหากผู้บริหารบ้านเมืองมีความฉลาดก็สามารถจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสบางครั้งก็สามารถพลิกสนามรบเป็นสนามการค้าโดยการแบ่งผลประโยชน์ซึ่งกันและกันพูดง่ายๆ ก็คือ"ปันกันกินปันกันใช้"นั่นเอง

ฟาโรห์หลายๆ ท่านในประวัติศาสตร์อียิปต์สามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าแบบสุดๆ หลายๆ พระองค์ทำสิ่งที่ยากแบบสุดๆ ให้สำเร็จได้ภายในช่วงระยะเวลาที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ด้วยซ้ำไป พึ่งได้รู้เกร็ดว่าพระนามของฟาโรห์จะมีชื่อของเทพเจ้าตามความเชื่อของเพแกนซึ่งเป็นที่เคารพอยู่ในช่วงนั้นๆ ด้วยเช่น รามเสสที่ ๒ ก็จะมีชื่อของสุริยเทพ "รา" อยู่ในพระนาม ตุตันคาเมน(ตุตันคามอน) ก็มีเทพ "อามอน" อยู่ในพระนามของพระองค์ และตามรูปแกะสลักก็มักจะมีพระนามของฟาโรห์สลักไว้ที่หัวไหล่ทำให้ทราบว่าเป็นรูปแกะของฟาโรห์พระองค์ใด ที่น่าทึ่งตอนที่ไปในทริปนี้ก็คือรูปแกะของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ มหาราชนั้นมีสัดส่วนที่ถูกต้องตามหลักกายภาพได้อย่างน่าทึ่งเพราะรูปแกะของพระองค์มีขนาดใหญ่มากกะคร่าวๆ ก็น่าจะสูงไม่ต่ำว่าสิบเมตรแต่ก็ยังคงสัดส่วนไว้ได้เป็นอย่าวดีซึ่งแม้แต่สมัยนี้ให้ช่างแกะชั้นยอดทำก็ไม่อาจจะทำให้สำเร็จได้ง่ายๆ แต่นี่ย้อนกลับไปสี่พันกว่าปีทำได้ขนาดนั้นนี่ถือว่าสุดยอดมากๆ

สุสานของฟาโรห์ที่เริ่มเป็นที่นิยมมาตั้งแต่เมืองหลวงดั้งเดิม ซัคคารา(sakkara หรือ saqqara) ที่มีการพยายามสร้างปีรามิดแบบขั้นบันไดขึ้นมาโดยเอาศัยหลักการที่จำลองเอาที่นั่งตามบ้านมาเรียกขึ้นไปเป็นชั้นๆ ก่อนที่จะมาสร้างเป็นทรงแหลมอย่างที่เราคุ้นตากันในภายหลัง ซึ่งในยุคแรกที่มีการสร้างปีรามิดแบบสมบูรณ์แบบนั้นก็ได้ก่อหินขึ้นไปเป็นรูปทรงแต่เนื่องจากว่ามีการกดทับน้ำหนักลงมาตามแรงที่กระทำต่อพื้นทำให้ส่วนยอดยุบลงมาเกิดการผิดรูปร่างขึ้น จนตอนหลังมาสถาปนิกผู้ออกแบบคิดแก้ปัญหาโดยสร้างห้องภายในขึ้นเพื่อลดแรงกระทำในแนวดิ่งขึ้นมาได้สำเร็จจนมีมหาปีรามิดสามองค์ของปู่ ลูก หลาน (The Great Pyramid of Giza) ที่มีขนาดและความสูงลดหย่อนขึ้นมาตามลำดับซึ่งก็ถือว่ามีการให้เกียรติของบรรพบุรุษอยู่ด้วยเช่นกันในสมัยโน้นเพราะด้วยเหตุที่เทคโนโลยียังคงอยู่แม้จะสามารถสร้างปีรามิดของตนให้มีขนาดใหญ่กว่าก็เป็นไปได้(แต่ก็มีการหลอกตาเล็กๆ โดยการสร้างปีรามิดองค์กลางของฟาโรห์คีเฟนอยู่บนเนินทำให้ดูว่าสูงว่าของพระบิดาคือฟาโรห์คีออปส์ ปีรามิดองค์กลางนี้ยังมีร่องรอยของหินก่อนที่ทำตกแต่งอยู่ภายนอกทำให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าในสมันตอนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ นั้นองค์ปีรามิดมีผิวภายนอกที่มันวาวแต่เนื่องจากว่าหินอ่อนที่เอามาประดับภายนอกไม่อาจจะทนต่อลมฟ้าอากาศได้จึงอยู่มาไม่ถึงทุกวันนี้เหมือนหินภูเขาไฟที่มีความแกร่งมากกว่าเป็นโครงสร้างอยู่ภายใน)

มาถึงตรงนี้อีกแล้วเรื่องราวก็ยังไม่จบดีคงต้องมาว่ากันต่อวันหน้า...

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไอยคุปต์ในความทรงจำ

นั่งดูข่าวหรืออ่านเว็ปที่เข้าเป็นประจำในช่วงนี้เจอแต่ข่าวพาดหัวเรื่องการลุกฮือขึ้นมาขับไล่ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์แล้วก็นึกสะท้อนใจที่เหตุอันไม่น่าจะเกิดก็มาเกิดขึ้นจนได้ โชคดีที่พึ่งไปอียิปต์มาเมื่อช่วงลอยกระทงปีที่แล้วทำให้ยังจำภาพรวมๆ ของกรุงไคโรและจตุรัส Tahrir ได้อย่างชัดเจนเพราะพึ่งผ่านมาไม่นานนัก เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงภาพที่ได้เห็นมาก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่น้องชาวไอยคุปต์(coptic)ถึงได้ออกมาเดินกันเต็มถนนแถมยังมีบุคคลที่ได้รับรางวัลโนเบลมาร่วมเดินกับเค้าด้วย(คนๆ เป็นบุคคลที่ชาวอียิปต์ทั่วไปน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง ส่วนน่าจะเอาเป็นตัวอย่างอย่างไรนั้นค่อยว่ากันต่อไป)

สภาพโดยรวมของกรุงไคโรและชานเมืองถือว่าอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างย่ำแย่แต่ก็ดีกว่าประเทศในตะวันออกกลางอีกหลายๆ ประเทศเหมือนกันเพราะอย่างน้อยรายได้ประจำที่ได้จากการท่องเที่ยวก็สามารถเลี้ยงประเทศได้อย่างไม่ลำบากมากนัก เมื่อไปถึงทีแรกก็นึกว่าคงจะได้เจอสภาพที่แห้งแล้งเหมือนกับประเทศที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายทั่วไปแต่ว่าสำหรับกรุงไคโรนั้นกลับเขียวชะอุ่มเนื่องจากมีแน่น้ำไนล์ไหลเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงตั้งแต่ตอนล่างมาถึง Upper Egypt หรืออียิปต์ตอนบนซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคโบราณย้อนกลับไปสี่ห้าพันปีก่อน

แม่น้ำไนล์มีความแตกต่างจากแม่น้ำอื่นๆ ในโลก็คือว่าจะไหลจากใต้ขึ้นเหนือโดยมี"เขื่อนอัสวาน" (Aswan Dam) ที่ประเทศสหภาพโซเวียตได้มาสร้างไว้ให้เป็นกันและเก็บกักน้ำไว้ไม่ให้มาท่วมกรุงไคโรในฤดูน้ำหลาก(ส่วนมากก็ปลายๆ หน้าร้อนของที่นั่น)ว่ากันว่าสมัยก่อนน้ำได้ท่วมมาถึงปีรามิดที่กิซ่า(เมืองพี่น้องคนละฝั่งแม่น้ำไนล์กับกรุงไคโร)กันเลยทีเดียว หลังจากสร้างเสร็จแล้วหน้าเขื่อนกลายเป็นทะเลสาบนัสซอร์ซึ่งตั้งล้อตามชื่อของประธานาธิบดี Nasser ประธานาธิบดีคนที่สองของประเทศอียิปต์และประธานาธิบดีคนแรกของ United Arab Republic ผู้ที่ปรารภเหตุในการสร้าง จะว่าไปเขื่อนนี้จะเรียกว่าเป็น"เขื่อนการเมือง"ก็ได้เพราะว่า Nasser อาศัยช่องของสงครามเย็นเป็นตัวดึงเอาต่างชาติเข้ามาสร้างให้เพื่อความสันพันธ์ทางการทูตและยุทธศาสตร์ในยุคโน้นแต่สำหรับชาวอียิปต์ในปัจจุบันจะรู้จักเขื่อนนี้กันในนามของ High Dam สิ่งสำคัญที่เกิดคู่กับการสร้างเขื่อนนี้ก็คือการย้ายมหาวิหาร Abu Zimbel จากตำแหน่งที่ตั้งดั้งเดิมขึ้นมาให้พ้นจากบริเวณที่จะต้องจมอยู่ในน้ำหลังเขื่อนสร้างเสร็จ ซึ่งงานนี้ยิ่งกว่างานช้างอีกแต่ก็ทำได้สำเร็จในที่สุดแต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่อาจจะกู้กลับคืนมาได้ก็คือว่าตำแหน่งของมหาวิหารหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในยุคโบราณของประเทศอียิปต์นั้นจะถูกออกแบบไว้ให้ตั้งล้อกับดวงดาวหรือไม่ก็ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันเป็นรู้จักกันในนามว่า "รา" นั่นเอง หลังจากที่ย้ายมหาวิหาร Abu Zimbel จากตำแหน่งที่ตั้งเดิมแล้วแสงอาทิตย์ที่เคยตกกระทบกับใบหน้าของเทวรูปพอดีกลับเคลื่อนไปไม่ว่าจะหาทางแก้ยังไงก็ไม่เหมือนเดิมนอกจากจะยกกลับไปตั้งที่เดิมซึ่งก็คงจะเป็นไปไม่ได้

บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ไปจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมีความเขียวชอุ่มอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ถ้าวิ่งออกจากเมืองไปหน่อยสภาพสิ่งแวดล้อมข้างทางเหมือนขับรถออกไปแถวๆ อยุธยาไม่มีผิด มีแม้กระทั่งควายน้ำแบบเดียวกับบ้านเราแต่ว่าตัวเล็กกว่า สองข้างทางก็ปลูกกระหล่ำปลูกพืชผักคล้ายๆ กับบ้านเราเหมือนกัน แล้วก็มีฝ้ายซึ่งนับว่าเป็นฝ้ายที่มีคุณภาพดีมากๆ จนบ้านเราก็เอาเมล็ดฝ้ายจากที่นั่นมาปลูกเหมือนกันแต่ถ้าเทียบงานฝีมือในการถักทอแล้วละก็ของบ้านเรามีความละเอียดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่คนที่นั่นก็ยังยอมรับว่างานสิ่งของของเรานั้นดีกว่าเค้ามาก จะว่าไปอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยนั้นไม่แพ้ชาติไหนในโลกทั้งนักออกแบบช่วงตัดเย็บของบ้านเรานั้นฝีมือไม่เป็นรองใครน่าเสียดายที่ยังไม่ได้มีการส่งเสริมจากฝั่งรัฐเท่าที่ควรจะเป็นเท่าที่ดูคล้ายๆ กับว่ากระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงต่างประเทศไม่ได้ประสานงานกันเท่าไหร่แม้จะมีทูตพาณิชย์ไปอยู่ตามประเทศต่างๆ อยู่แล้วก็ตามที

มาถึงตรงนี้แล้วสำหรับวันนี้ดูท่าคงจะไม่จบคงจะต้องมาว่ากันต่อวันหน้าแล้วหละ..

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

[เล่าความประทับใจ] The King's Speech : The real King Maker






ปีที่ผ่านมานี้เท่าที่ได้ชมภาพยนตร์มาก็หลายเรื่องพอสมควรแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเขียนถึงเรื่องไหนเป็นพิเศษแม้หลายๆ เรื่องจะทำออกมาได้ดีมากก็ตาม ส่วนตัวชอบดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลหรือเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยเหตุที่ว่าภาพยนตร์ประเภทนี้มักจะให้แง่คิดมุมมองอะไรหลายๆ อย่างเพราะว่าถ้าเอาประวัติของใครซักคนมาทำเป็นภาพยนตร์ได้ก็แสดงว่าท่านผู้นั้นมีคุณค่ากับโลกน้อยๆ ใบนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วการที่จะไปยืนในจุดๆ นั้นบุคคลท่านนั้นๆ ก็ต้องผ่านตายมาบ้างแล้ว(ในที่นี้หมายถึงมีชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน)ถึงได้เป็นที่จดจำของโลกจนต้องจารึกเรื่องราวไว้เป็นแผ่นฟิลม์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องตามดูภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลไปซะทุกเรื่องเพราะก็มีอีกบางเรื่องเหมือนกันที่ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับชีวิตเลย และถ้าจะให้ดูภาพยนตร์ในแนวนี้ได้ลึกซึ้งมากขึ้นหลังจากดูจบสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปหาอ่านเพิ่มเติมไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือตามสืบค้นจากอินเตอร์เน็ตแล้วจะช่วยให้เราเข้าใจภาพและเหตุการณ์จริงๆ ของเรื่องราวได้มากยิ่งขึ้น

ในกรณีของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันบอกตามตรงว่าชื่อเรื่องไ่ม่ได้น่าสนใจอะไรมากมาย แต่การตั้งชื่อภาพยนตร์ในแนวชีวประวัติซึ่งส่วนมากมักจะตั้งชื่อตามชื่อของบุคคลท่านนั้นหรือไม่ก็ก็ยกเอาจุดเด่นของท่านรวมไปถึงเหตุการณ์และลักษณะเด่นขึ้นมาเป็นจุดขายเช่น Elizabeth, Elizabeth: the Golden age, the Queen, Shine, a Beautiful mind และอีกหลายๆ เรื่องที่ได้มีการสร้างมา ภาพยนตร์แนวนี้ก็จะมีการเสริมเติมเพิ่มในส่วนของความบันเทิงลงไปเป็นปกติเพื่อช่วยเสริมให้ขายออกง่ายขึ้นในเชิงการตลาด อีกอย่างการชมภาพยนตร์ยังไงก็ตามจะเน้นเพื่อให้ความบันเทิงเป็นหลัก(ถ้าอยากเอาจริงเอาจังเอาเวลาไปนั่งอ่าน text books ดีกว่า)จะเอาถือเอาเป็นจริงเป็นจังว่าเหตุการณ์ในชวงนั้นและบุคคลท่านนั้นจะเป็นเหมือนในภาพยนตร์ก็คงจะไม่ได้ อย่างดีที่สุดก็คงจะทำได้แค่ใกล้เคียงไม่ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์จริงเท่านั้นเอง

ส่วนตัวผมแล้วหาไม่ง่ายที่จะมีนักแสดงหลายๆ ท่านที่ผมชื่นชมและชื่นชอบมาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องเดียวกันแต่สำหรับ the king's speech นี้มีนักแสดงที่ผมชอบมาร่วมแสดงอยู่หลายท่านเลยนับตั้งแต่ Colin firth(Shakespeare in Love, Love Actually, Mama mia!), Geoffrey Rush(Shine, Shakespeare in Love, Quills, Pirates of Caribbeans), Helena Bonham Carter(Big Fish, Fight Club, Planet of the Apes, the Wings of the Dove), Guy Pearce( the Hurt Lockers, L.A. Confidential, The Count of Monte Cristo, Memento) และ Michael Gambon( Harry Potters, Sleepy Hollow) ซึ่งแต่ละท่านล้วนแต่มีฝีมือในการแสดงที่ไม่ธรรมดาหลายท่านก็ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล Oscar และหนึ่งในนั้นก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาแล้วด้วยคือ Geoffrey Rush กับบทนำจากภาพยนตร์เรื่อง Shine อันส่งผลให้เค้าได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแม้จะหายหน้าหายตาไปหลายปีแต่ก็กลับมาอีกทีในภาพยนตร์เรื่องดัง Pirate of Carribbean ในบทของกัปตัน Barbossa ส่วนตัวหวังว่าปีนี้เค้าคงจะได้รางวัล Oscar อีกครั้ง

The King's Speech เป็นเรื่องราวของพระเจ้า George ที่ 6 ที่จะต้องผ่านด่านที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของพระองค์ท่่านคือการพูดสุนทรพจน์ให้กับประชาชนในเครือจักรภพอังกฤษทั้งหมดเพื่อนำประเทศเข้าสูงภาวะสงครามกับเยอรมนีหลังจากที่เคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งกับการกล่าวปิดงาน Empire Exhibition ที่สนาม Wembley ในปี 2468 สมัยที่ยังเป็น Duke of York ด้วยเหตุที่ว่าพระองค์มีปัญหาในการพูดจน Elizabeth พระชายาต้องไปหาแพทย์มาช่วยรักษาอาการ Stammer หรือติดอ่างของพระองค์อันเป็นที่มาของเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้





การพูดสุนทรพจน์ธรรมดาสำหรับคนทั่วไปถือว่าเป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้วยิ่งเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านการพูดด้วยก็คงจะเป็นสิ่งที่ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ the King's speech นำเสนอความมุมานะและพากเพียรของ Duke of York ในการที่จะฝึกพูดให้ได้ราบรื่นพร้อมกับแทรกเหตุการณ์ในรัชสมัยของกษัตริย์สามพระองค์ของประเทศอังกฤษไปพร้อมๆ ได้อย่างลื่นไหลตามตรงนี้ต้องชม David Seidler ที่เขียนบทออกมาได้น่าติดตามและก็ไม่หนักจนเกินไป บางฉากที่แทรกเข้ามาแม้จะไม่ยาวนักแต่ก็ช่วยเสริมให้เรื่องราวมีน้ำหนักมากขึ้นพร้อมทั้งช่วยเพิ่มปูมหลังให้กับตัวละครในเชิงลึกด้วย เช่นฉากของ Mrs Simpson ซึ่งในสมัยนั้นเป็นที่โจทก์จันกันไปทั่วโลกในกรณีที่พระเจ้า Edward ที่ 7 สละราชบัลลังก์ไปแต่งกับหญิงหม้ายชาวอเมริกัน กับฉากที่ Duke of York นั่งประกอบเครื่องบินเล็กของลูกชายLionel Logue ซึ่งรับบทโดย Geoffrey Rush เพื่อเสริมให้รู้ว่าพระเจ้า George ที่ 6 มีความสนใจและมีพื้นฐานในเรื่องของการบินอยู่บ้าง(ในประวัติพระองค์เคยฝึกนักบินในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1) บทของเรื่องเป็นส่วนที่ผมชอบจริงๆ เพราะไม่ได้เอามาจากหนังสือแต่เป็นบทที่เขียนมาเพื่อทำเป็นภาพยนตร์โดยเฉพาะ ถ้าจะให้ Oscar กับภาพยนตร์เรื่องนี้ในส่วนของบทภาพยนตร์ดั้งเดิมด้วยก็คงจะไม่น่าแปลกใจนัก

เรื่องของภาพการตัดต่อและเสียงนั้นทำได้ลงตัวอีกเช่นกัน การวางภาพของเรื่องเน้นเส้นกึ่งกลางภาพเป็นหลักแทบจะเรียกได้ว่ากลางภาพต้องมีเส้นๆ นึงอยู่เสมอในทุกฉาก แล้วก็ตั้งกล้องนิ่งโดยให้น้ำหนักของภาพเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มความอึดอัดให้กับเหตุการณ์แม้ว่าอีกด้านของจอจะเว้นเป็นช่องว่างไว้เยอะเลยก็ตามแถมใช้้เลนส์มุมกว้างไปกว่าค่อนเรื่อง มุมกล้องในเรื่องนี้มักจะให้มุมมองของตัวละครขัดกับมุมกล้องเสมอ(ตรงนี้เท่ห์ดีจริงๆ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่สะดุดตา)เช่นตัวแสดงอยู่มุมขวาของจอซึ่งตามปกติแล้วมักจะให้มองไปทางซ้ายเพิ่มเพิ่มเส้นนำสายตาไม่ให้ภาพหนักข้างแต่เรื่องนี้ไม่ใช่ ถ้านักแสดงอยู่มุมขวาผู้กำกับภาพก็จะให้นักแสดงมองไปทางขวาแม้จะตั้งกล้องนิ่งและตรงเป็นส่วนมากแต่ด้วยมุมกล้องแบบนี้นี่ที่หลอกตาทำให้น้ำหนักของภาพเอียงไปได้ แต่การวางมุมกล้องแบบนี้ของเรื่องจะค่อยๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ ตามเหตุการณ์ของเรื่องจนสุดท้ายสามารถดึงกลับเข้ามาได้ในแนวกลางของจอได้อย่างสวยงามคล้ายๆ กับจะบอกเป็นนัยว่าบางสิ่งที่ผิดปกติในตอนแรกๆ คือปัญหาในใจของพระเจ้า George ที่ 6 นั้นได้รับการแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ โดยเฉพาะฉากโบกมือในตอนจบที่วาง composition ของภาพได้ลงตัวบอกเป็นนัยให้ผู้ชมได้รู้ว่าพระองค์ทรงมีครอบครัว ประชาชน แล้วก็ Lionel Logue อยู่เคียงข้าง

การตัดต่อของเรื่องทำได้ฉับไวไล่ไปตามลำดับเหตุการณ์โดยเดินเรื่องผ่านบทพูดที่ลงตัวผ่านการนำเสนอโดยนักแสดงแต่ละท่านทีี่ได้รับคัดเลือกมาเป็นอย่างดีทำให้ไม่น่าเบื่อในการชม

เรื่องของเสียงแม้ว่าจะไม่ได้มีฉากเอฟเฟคระเบิดตูมตามซึ่งส่วนตัวผมว่าไม่ได้เป็นการโชว์ศักยภาพของผู้ดูแลเรื่องการบันทึกผสมเสียงเลย ตรงข้ามเสียงบรรยากาศรายรอบแบบปกติเช่นเสียงก้องสะท้อนหรือว่าอับทึบตามสภาพอคูสติคของฉากต่างหากที่ทำให้ภาพยนตร์มีความเป็นธรรมชาติสูงสำหรับเรื่องนี้นี่บันทึกเสียงมาได้ไม่ธรรมดาจริงๆ อีกอย่างเอฟเฟคเรื่องเสียงสะท้อนที่จงใจใส่มาให้มากเกินธรรมชาติไปหน่อยในฉากเปิดเรื่องช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี ฉากนี้เปิดโอกาสให้ฝ่ายเสียงได้โชว์ลีลาการโยนเสียงของช่องสัญญาณเซอร์ราวด์อยู่บ้าง

ในส่วนของดนตรีประกอบก็พูดได้ว่าทำได้สวยงามดีมาก เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ผมคงจะต้องไปหา CD Score ของเรื่องนี้มาเก็บไว้ฟัง สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงบรรเลงที่ท่วงทำนองมีความสวยงามฟังแล้วรู้สึกสดชื่นไม่ควรพลาดครับ





สรุป: ในยุคที่เรื่องของเสียงเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลกผ่านสื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือวิทยุ BBC ซึ่งมีการถ่ายทอดไปตามประเทศต่างๆ ในเครือจักรภพซึ่งกินพื้นที่ไปหนึ่งในสี่ของโลกในยุคนั้น พระราชดำรัสของกษัตริย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสามารถกำหนดเป็นกำหนดตายกำหนดทิศทางของโลกได้ภายในเวลาไม่เกินห้านาที ถ้ากษัตริย์พระองค์นึงที่มีปัญหาในเรื่องของการพูดจำต้องตรัสกล่าวสุนทรพจน์ในตอนนั้นลองคิดดูก็แล้วกันครับว่าจะมีความกดดันมากขนาดไหน คงจะประมาณว่าแบกโลกทั้งโลกไว้บนคอในตอนที่เอ่ยกระแสพระราชดำรัสก็คงจะไม่เกินความจริงมากนักและนี่ก็คือแกนหลักในการเดินเรื่องของ the king's speech

ส่วนใครที่อยากจะเป็นนักกล่าวสุนทรพจน์ที่ดีสมควรมากที่จะไปตามอ่านดูสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศต่างๆ ในยุคโน้นได้ไม่ว่าจะเป็นสุนทรพจน์ของฮิตเลอร์ เชอร์ชิลกับอีกหลายๆ ท่านแล้วจะเห็นเลยว่านักพูดในยุคนั้นมีความยอดเยี่ยมขนาดไหน ยิ่งถ้าไปตามหาฟังหรือดูจากคลิปที่มีการบันทึกไว้จะยิ่งเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นซึ่งแม้บางทีจะฟังไม่ออกก็ตามเพราะเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเช่นการกล่าวสุนทรพจน์ของฮิตเลอร์แต่ผมคิดว่าท่านจะรับรู้ได้เลยว่าการพูดที่ทุ่มทั้งชีวิตพูดนั้นเป็นอย่างไร ถ้าจะมีภาพยนตร์ซักเรื่องได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของปีนี้ผมให้เรื่องนี้ครับ


"การพูดให้คนออกไปรบว่ายากแล้ว การที่จะพูดให้คนกลับมารักกันนั้นยากยิ่งกว่า"

ขอให้มีความสุขกับการดูหนังและฟังเพลงครับ

ผู้ติดตาม